ปู ไปรยา รักใหม่ดี๊ดี! ควงแฟนมหาเศรษฐี เดินเล่นสวนสนุก วันวาเลนไทน์

ถึงแม้จะบอกว่าสถานะชีวิตตอนนี้เน้นงานเป็นหลัก ส่วนเรื่องรักก็แค่อีกหนึ่งองค์ประกอบ แต่พอถูกสื่อถามถึงโมเม้นท์หวานๆ เมื่อช่วงวันวาเลนไทน์กับหนุ่มคนสนิท “แมทธิว บราก” นักธุรกิจชาวสวีเดนหล่อรวยระดับมหาเศรษฐี ก็เล่นนางเอกสาว “ปู ไปรยา ลุนด์เบิร์ก” ถึงกับเขินเบาๆ ก่อนจะเผยว่า กิจกรรมเติมความหวานในวันนั้นก็แค่เดินชมสวนสนุกกันแบบชิวๆ ไม่ได้มีของขวัญหรือของแทนใจแต่อย่างใด

เนื่องจากเธอเป็นคนที่ไม่ค่อยชื่นชอบเรื่องเซอร์ไพร์ส ส่วนสถานะระหว่างเธอและ หนุ่มแมทธิว จะใช้คำว่าแฟนได้หรือไม่นั้นตอนนี้ยังอยากให้รอไปก่อน แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่สนิทที่สุด

วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง ?
“ก็ไปคุยงานที่แอลเอมาค่ะ และก็ได้มีโอกาสพักผ่อนด้วย”

แต่ภาพที่ออกมาค่อนข้างจะสวีทหวานเป็นพิเศษ ?
“(ยิ้ม) ก็โอเคค่ะ ก็ดี ปกติ (หัวเราะ) ไปเดินเล่นกันที่สวนสนุกดูนั่นดูนี่ ส่วนเรื่องเซอร์ไพรส์ก็ไม่มีค่ะ คือปูก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วเนอะ ปูไม่นิยมของขวัญและปูก็ไม่ชอบเซอร์ไพรส์ ปูชอบความเสมอต้นเสมอปลายมากกว่า และที่สำคัญปูชอบคนที่เขามีความรู้สึกดีๆ กับเราแค่นั้นก็พอแล้ว ส่วนเรื่องวัตถุสิ่งของปูไม่ชอบเพราะมันไม่ยั่งยืน”

เราบอกว่าเราเป็นแนวเรียบง่าย แล้วฝ่ายชายล่ะเขาเป็นแนวไหน ?
“เรียบง่ายค่ะ (หัวเราะ)”

ด้วยภาพที่ออกมาหลายคนก็เลยลุ้นว่าเขาจะขอเราเป็นแฟนวันนั้นเลยไหม ?
“รอดูค่ะ (หัวเราะ) แต่ถามว่าความรู้สึกพัฒนาขึ้นไหม เอ่อ…วันพิเศษอารมณ์พาไปค่ะ แต่ไม่บ่อย (หัวเราะ)”

ส่วนตัวเราเองพร้อมเรียกเขาว่าแฟนเลยไหม ?
“สถานะจริงๆ ก็คือบินไปบินมาทำงานไปก่อนค่ะ เพราะงานคือสถานะหลัก แต่มันก็ไม่แปลกหากจะมีคนเข้ามาคุยมาถามทุกข์สุขเพื่อให้ตัวเราเองได้รู้สึกเบา ชีวิตก็เจออะไรหนักๆ มาเยอะเนอะ”

กังวลไหมเพราะระยะทางที่มันห่างกันอาจจะทำให้เป็นอุปสรรคในอนาคต ?
“ปูโตแล้วค่ะ ปูเคยผ่านจุดป๊อปปี้เลิฟมาแล้ว และปูก็รู้ตัวเองด้วยว่าปูมีหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว รวมถึงปูต้องประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ดังนั้นปูต้องแบ่งแยกให้ได้ ถึงปูจะคิดถึงแต่ปูก็ต้องทำหน้าที่ก่อน ซึ่งถามว่าเขาเข้าใจไหม เข้าใจสิคะ ต้องเข้าใจ (หัวเราะ)”

ตั้งแต่เรากลับมาเมืองไทยได้มีโอาสพูดคุยกับเขาบ้างหรือยัง ?
“คุยเรื่อยๆ ค่ะ แต่อย่างที่บอกเนอะตอนนี้ปูอยู่ในช่วงจังหวะชีวิตที่ปูสู้มาขนาดนี้แล้ว และอะไรดีๆ ก็กำลังจะเกิดขึ้นในสิ่งที่ปูใฝ่ฝัน ดังนั้นปูขอเอางานก่อนค่ะ ส่วนเรื่องความรักปูก็ไม่เคยปิดอยู่แล้วค่ะ แค่ไม่ได้โฟกัสเป็นหลักเพียงแต่ให้มันเป็นองค์ประกอบหนึ่งในชีวิตปู เพราะปูไม่ค่อยอยากคาดหวังกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ปูอยากคาดหวังกับตัวเองก่อน ทำทุกวันให้ดีที่สุดค่ะ”

จะมีโอกาสชวนเขามาเมืองไทยไหม ?
“ยังค่ะ ไม่มาค่ะ ยังไม่ชวน (หัวเราะ) ถามว่าเขาอยากมาเมืองไทยไหม เอ่อ…จริงๆ เขาต้องทำงานค่ะ เพราะถ้าให้เขาทิ้งงานเพื่อมาที่นี่มาหาผู้หญิงคนหนึ่งมันไม่น่าจะเหมาะ ปล่อยให้เขาทำงานไปดีกว่าค่ะ”

จริงๆ เป็นเพราะเราเบรคเขาด้วยไหมเรื่องที่จะมาไทย ?
“ไม่มีการเบรคค่ะ ทุกอย่างโอเค (หัวเราะ)”

ณ ตอนนี้สำหรับเราเขาก็คือคนที่สนิทที่สุด ?
“เขาก็คือคนเดียวที่ปูคุยค่ะ เราขอดูกันไปเรื่อยๆ เพราะตอนนี้ปูเองก็มีความสุขกับทุกๆ วัน ชีวิตดี (ยิ้ม)”

พอจะทราบไหมเรื่องข่าวที่ว่าโน้ตเขากำลังความรักครั้งใหม่ ?
“ก็อย่างที่ปูเคยบอกมาตลอดนะว่าคุณโน้ตเขาเป็นคนที่น่ารักมาก แต่เวลาที่เขามีเพื่อนผู้หญิงหรืออะไรก็แล้วแต่มันก็มักจะมีข่าวแบบนี้ออกมาบ่อยๆ ดังนั้นก็อยากให้รอฟังจากเขาดีกว่า เพราะปูเองก็ตอบแทนใครไม่ได้ และก็ไม่อยากให้ใครเข้าใจผิดคุณโน้ตด้วยเพราะเขาเป็นคนน่ารักมาก”

ตัวเราเองพอจะทราบข่าวนี้บ้างไหม ?
“ปูอ่านข่าวตลอดค่ะ และก็ถามเขาแล้วด้วย ซึ่งเขาก็หัวเราะใส่ปูเพราะว่ามันไม่มีอะไร (ยิ้ม) คือบางครั้งการเขียนข่าวมันก็สนุกนะ แต่ปูเองก็อยากจะบอกว่าคุณโน้ตเขาเป็นคนที่โฟกัสกับงานมากและก็ให้เกียรติผู้หญิงมาก ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างซีเรียสไม่อยากให้เพื่อนๆ ผู้หญิงรอบตัวเขาต้องอึดอัด สรุปก็คือฟังจากปากเขาดีกว่าค่ะ แต่ปูเชื่อว่าไม่มีอะไรหรอก”

ถ้าหากเขามีรักใหม่เรายินดีไหม ?
“ยินดีสิคะ ยินดีมาก ก็อย่างที่บอกปูรักครอบครัวพี่โน้ตมาก โดยเฉพาะคุณแม่ของพี่เขา และปูเองก็มีแต่ความรู้สึกดีๆ รวมถึงความหวังดีให้เขามาตลอด เพราะส่วนหนึ่งที่ทำให้ปูเป็นปูอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะปูไม่เคยลืมคนที่อยู่ในชีวิตปู ซึ่งเขาก็ยังเป็นอีกคนที่ปูรู้สึกดีกับเขามาก”

ถ้าเขามีแฟนเราจะช่วยแสกนด้วยไหม ?
“ไม่ค่ะ (หัวเราะ) ปูขอเอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า แต่อย่างที่บอกปูเชื่อว่าคุณโน้ตเขาเก่งอยู่แล้วค่ะ”

ล่าสุดเห็นว่าเราลงพื้นที่เยี่ยมผู้อพยพด้วย ?
“จริงๆ ปูลงพื้นที่ในประเทศไทยมา 3 ปีแล้วนะคะ แต่ครั้งนี้คือครั้งแรกที่ปูได้เดินทางไปจอร์แดน และได้พบกับผู้ลี้ภัยที่เขาเดินทางมาจากซีเรีย ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตปูมาก เพราะมันทำให้ปูได้เข้าใจว่าความต้องการสุดท้ายแล้วของมนุษย์จริงๆ ก็คือการได้อยู่กับครอบครัว และอยู่อย่างปลอดภัย”

การเดินทางไปถึงค่ายลำบากมากไหม ?
“นิดหนึ่งค่ะ แต่ก็ไม่ต่างกับค่ายที่ไทยมาก เพียงแต่ว่าตรงนั้นอาจจะโหดกว่าตรงที่เขาเป็นทะเลทราย ฝุ่นเยอะ อากาศหนาวแต่ว่าแดดแรง คือปูก็ไปค่ายมาเยอะนะคะแต่ที่นี่โหดมากเลย”

ชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขาเป็นยังไงบ้าง ?
“ปูเห็นแล้วคิดว่าเขาน่าสงสารมาก เพราะหลายครอบครัวที่ปูได้พบส่วนใหญ่เขาก็เจอกับเหตุการณ์สูญเสีย แต่สิ่งหนึ่งที่ปูได้เห็นจากผู้ลี้ภัยซึ่งปูคิดว่ามันคอสิ่งมหัศจรรย์ของมนุษย์ก็คือ บุคคลที่ไม่ว่าเราจะผ่านอะไรก็ตาม แต่เราก็ยังพร้อมที่จะมีความหวังและความเข้มแข็งที่จะเดินไปข้างหน้า ซึ่งทางผู้ลี้ภัยเองเขาก็ยังฝากคำขอบคุณมาถึงคนไทยด้วยนะคะที่ช่วยกันบริจาคข้าวของเครื่องใช้ ให้ความช่วยเหลือ และให้ที่พักพิง เขาขอบคุณทุกๆ คนมากเลยค่ะ”

หลังจากยี้เรามีแพลนจะเดินทางอีกไหม ?
“มีค่ะ มีลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทยรวมถึงองค์กรอื่นๆ ด้วย และช่วงกลางปีก็น่าจะได้เดินทางไปต่างประเทศอีก”

อย่างรูปที่เรากอดน้องหลายๆ คนก็พากันซึ้ง ?
“จุดอ่อนของปูคือเด็กปูยอมรับเลยค่ะ และ 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ลี้ภัยก็คือเด็ก เด็กที่ไม่มีพ่อแม่ พลัดพรากกับครอบครัว ปูเห็นเด็กซีเรียแล้วใจอ่อน ซึ่งมันก็เหมือนกับที่ปูเคยพูดไว้ว่า ปูไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตนี้ปูจะมีลูกของตัวเองหรือเปล่า แต่เมื่อปูได้เจอกับเด็กๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด สีผิวใด ปูก็ถือว่าเขาคือลูกปู และปูก็อยากมอบอนาคตที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา”

ช่วงที่อยู่ที่นั่นเราได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องความรู้สึกกับเขาบ้างไหม ?
“พูดค่ะ แต่ด้วยความที่เราอาสาทำหน้าที่ตรงนี้แล้วหากเราจะร้องไห้มันก็คงไม่เหมาะ แต่ปูก็ยอมรับนะคะว่าปูเองก็เป็นคน พอเราได้ฟังเรื่องราวของเขาก็รู้สึกเศร้าเหมือนกัน ชีวิตคนเราเกิดมามันยุติธรรม แต่คนที่มีโอกาสมากกว่าคนอื่นอย่างเช่นปูเราก็ควรจะมอบความยุติธรรมให้กับคนที่ไม่มีโอกาสเท่าเรา ดังนั้นถ้าถามว่าปูสะเทือนใจไหม ปูสะเทือนใจค่ะ แต่ว่าสิ่งที่เราทำได้ก็คือการเป็นกระบอกเสียงให้กับพวกเขา เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าเขาใช้ชีวิตกันยังไงและเราจะช่วยเหลือเขาได้ด้วยวิธีใดบ้าง”

เหนื่อยไหมกับการทำหน้าที่เป็นฑูต ?
“ไม่นะคะ เพราะปูเองก็เป็นอาสามา 3 ปีแล้ว ส่วนคำว่าฑูตก็เป็นแค่คำคำหนึ่งที่ช่วยให้เรามีกระบอกเสียงที่ดังขึ้น ดังนั้นหน้าที่ของปูก็ยังเป็นเหมือนเดิม เป็นอาสาที่ลงพื้นที่พบปะผู้คนและนำเรื่องราวของพวกเขามาถ่ายทอดให้คนอื่นฟัง”

จากสิ่งที่เราได้เห็นผู้ลี้ภัยหรือผู้ประสบภัยเขาขาดแคลนอะไรมากที่สุด ?
“ทุกอย่างเลยค่ะ และอย่าลืมนะคะเราเองก็ยังมีผู้ลี้ภัยในประเทศไทยด้วย เพราะว่าสงครามทั่วโลกมันทำให้ต้องมีผู้ที่เขาพลัดถิ่นและลี้ภัยออกมาแทบทุกวัน ตัวเลขของผู้คนเพิ่มขึ้นตลอด ดังนั้นปูถึงสามารถบอกได้เลยว่าพวกต้องการงบประมาณเป็นอย่างมาก และเราเองก็ต้องการความช่วยเหลือจากทุกๆ คน”

ณเดชน์ ญาญ่า เคลียร์ชัดที่สุด! เรื่องเรียก แฟน ให้เวลาพิสูจน์

หลังจากที่ปล่อยให้แฟนๆ รวมถึงบรรดาขาเผือกมึนงงอยู่นาน เกี่ยวกับสถานะหัวใจที่เหมือนจะยังไม่ได้รับการฟันธงว่าสามารถใช้คำว่า “แฟน” ได้แล้วหรือยัง!? ล่าสุดคู่จิ้นพระนางอย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” และ “ญาญ่า อุรัสยา” ก็ได้ถือโอกาสออกมาเคลียร์ผ่านสื่อกันแบบชัดๆ ถึงข้อสงสัยดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีที่ฝ่ายหญิงเคยออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า “อนุญาตให้นักข่าวใช้คำว่าแฟนได้” จนผู้จัดการส่วนตัวของพระเอกหนุ่มอย่าง “เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร” ต้องออกมาปฏิเสธแทนว่า เรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นการเข้าใจผิดทางการสื่อสาร เนื่องจากนางเอกสาวภาษาไม่ค่อยแข็งแรง ???

ซึ่งงานนี้พระนางคู่จิ้น “ณเดชน์” และ “ญาญ่า” จะชี้แจงว่าอย่างไรบ้างนั้น เอาเป็นว่าเราไปแซ่บพร้อมๆ กันเลยดีกว่า…

ชี้แจงเรื่องสถานะหน่อย เพราะญาญ่าบอกเรียกแฟนได้ ?
ณเดชน์ – “จริงๆ เป็นคำถามที่เราตอบกันมาหลายครั้งมาก และคงได้คำตอบเหมือนกับที่น้องได้ตอบไปเมื่อครั้งที่แล้ว จริงๆ แล้วทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม ผมเข้าใจในสิ่งที่น้องต้องการจะพูดให้ฟังในวันนั้น แต่จากการพาดหัวข่าวที่ออกไป หรือ เกิดจากความเข้าใจผิดอะไรก็ตาม มันเป็นเรื่องที่เราสองคนรู้กันดีที่สุด เรื่องสถานะแฟนจริงๆแล้วผมก็ต้องบอกว่าเราก็ไม่ได้ต้องการจะเมนชั่นที่ตรงนั้นอยู่แล้วตั้งแต่ไหนแต่ไร ใช่อยู่ว่าเราเป็นนักแสดง เป็นคนของประชาชน แต่บางอย่างเราต้องการให้เป็นเรื่องที่เราไม่ได้บอกทุกอย่างทั้งหมด เราคงอยากจะเก็บไว้ เรื่องไหนที่เราอยากให้รู้เราอยากให้เห็นเราก็คงจะทำตรงนั้น ผมว่าให้เวลาหลายๆอย่างเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า”

ญาญ่า – “แล้วแต่คนจะคิดค่ะ”

วาเลนไทน์ที่ผ่านมามีอะไรพิเศษไหม ?
ณเดชน์ – “ทำงานครับ ทำงานอยู่กับพี่แอนไม่ได้ไปไหน ไม่มีอะไรเซอร์ไพร้ส์เลย”

ญาญ่าไม่งอนใช่ไหม ?
ญาญ่า – “ไม่ๆ ค่ะ วันนั้นเราบู๊กันแบบ ฆ่าคนไปหลายคนมากในวันวาเลนไทน์(หัวเราะ)”

จะมีของขวัญย้อนหลังไหม ?
ณเดชน์ – “จริงๆก็ไม่ได้มีอะไรมาก เวลาที่ได้เจอกันเราก็มีบ่อยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือ ไปไหนมาไหน กินข้าวกันก็เป็นเรื่องปกติ อาจจะมีบ้างแต่คนก็อาจจะไม่รู้”

ทางพี่ เอ ศุภชัย บอกว่าญาญ่าอาจจะพูดภาษาไทยไม่ค่อยแข็งแรง ?
ณเดชน์ – “ผมว่าพี่เออาจจะยังไม่ทราบข่าวมากกว่า เพราะพี่เอก็บอกว่าพี่เอไม่ทราบข่าวด้วย”

ญาญ่า – “ได้คุยกับพี่เอแล้ว พี่เอบอกว่า ไม่ได้ฟังที่สัมภาษณ์ไว้เท่านั้นเอง ภาษาไทยหนูแข็งแรงหนูเข้าใจทุกอย่างที่หนูพูดออกไปและเข้าใจทุกอย่างที่พี่ถามกันค่ะ”

ทางพี่เอก็โดนโจมตีเยอะเหมือนกัน ?
ณเดชน์ – “คนที่โจมตีอาจจะไม่ใช่แฟนคลับ เพราะแฟนคลับเราเขาน่าจะเข้าใจและเป็นกำลังใจให้เราอยู่แล้ว ผมก็ได้เห็นคลิปสัมภาษณ์ของน้องแล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวอะไรขนาดนี้”

แต่พี่เอบอกว่าถ้าณเดชน์เข้าไปบอกเขาโดยตรงเขาก็ยินดี ?
ณเดชน์ – “จริงๆแล้วต่างคนก็ต่างทำงาน พี่เอก็ทำทั้งธุรกิจไหนจะงานแฟชั่นโชว์ของแกอีก อาจจะยุ่ง ๆ อาจจะไม่ได้มาฟังทางนี้มากเท่าไหร่ ฉะนั้นอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือเป็นเรื่องที่ไม่รู้ก็ได้ครับ”

ถ้าจะเป็นแฟนต้องไปบอกพี่เอไหม ?
ณเดชน์ – “ไม่ต้องบอกหรอกครับ”

วันนี้เหมือนญาญ่าพูดน้อย?
ญาญ่า – “วันนั้นพูดไปเยอะแล้วค่ะ (หัวเราะ) ญาญ่าโอเค แล้วแต่คนจะคิด ไม่ได้ต้องการจะระบุอะไร”

ณเดชน์ – “ก็รอดูกันต่อไปนะครับว่าจะเป็นยังไง”

เจเจ โร่ขอโทษ! ดราม่าหนักโพสต์ภาพ ต้าเหนิง เหยียบอก

กลายเป็นประเด็นดราม่าจนได้ สำหรับภาพถ่ายเล่นขำๆ กับแฟนสาว “ต้าเหนิง กัญญาวีร์” ที่นักแสดงหนุ่ม “เจเจ กฤษณภูมิ” โพสต์ลงอินสตาแกรมส่วนตัว ก่อนจะเจอคำเตือนจากผู้ใหญ่ถึงความไม่เหมาะสม จนต้องรีบลบออกภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที หลังจากที่ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ออกไป!!

ซึ่งล่าสุดขณะที่หนุ่มเจเจเดินทางมาร่วมงาน “สุดสัปดาห์ คนหล่อขอทำดี ครั้งที่ 10” เจ้าตัวก็ได้ถือโอกาสออกมาชี้แจงถึงเจตนาที่โพสต์ภาพดังกล่าว พร้อมทั้งยกมือไหว้และกล่าวคำขอโทษต่อแฟนๆ ถึงเรื่องราวดราม่าที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่าตนอาจจะไม่ทันคิดว่าการเล่นในลักษณะนี้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชนไทย และหลังจากจะระมัดระวังเรื่องการโพสต์รูปให้มากขึ้น…

ถามถึงเรื่องที่ลงรูปเท้าเหยียบอก แล้วแท็กถึงต้าเหนิง แต่ว่าไม่นานก็ลบรูปทิ้ง?
“อันนั้นก็เป็นรูปที่เล่นกัน ไม่ได้คิดอะไรก็เลยลงไป เหตุที่ลบรูปทิ้งเพราะว่ามีคนรอบข้างเตือนมาว่ามันไม่เหมาะสม จริงๆ ตอนที่ลงรูปนี้ไปฟีดแบคคอมเม้นต์ส่วนใหญ่จะขำๆ ไม่ค่อยเห็นคอมเม้นต์ที่เข้ามาด่าเท่าไหร่ ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ปกติเราสองคนไม่ได้เล่นอะไรแบบนี้บ่อยแต่มันเป็นจังหวะที่เล่นกันแล้วเห็นว่าขำดีก็เลยถ่ายรูปไว้ ผมก็ต้องขอโทษทุกคนด้วยที่ไม่ทันได้คิดว่าการเล่นแบบนี้อาจจะไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย หรือว่าตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

ตอนแรกคิดไหมว่ามันจะกลายเป็นเรื่องแบบนี้ ?
“ไม่นะครับเพราะว่ามันไม่ได้มีฟีดแบคด้านลบมาถึงตัวผมเท่าไหร่ ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปตามอ่านดูว่าเขาว่ากันยังไงบ้าง เพราะว่าลงรูปไปประมาณ 7 นาทีก็ลบออก”
หลังจากนี้เวลาจะเล่นอะไรต้องระวังมากขึ้นไหม ?
“คิดมากขึ้นครับ จริงๆ การที่ลงรูปครั้งนี้ไปเป็นเพราะว่าตัวผมไม่ได้คิดอะไร มองว่าเป็นเรื่องขำๆ ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องขนาดนี้”

แล้วทางต้าเหนิงมีฟีดแบคมาถึงตัวเขายังไงบ้างไหม ?
“ไม่มีนะครับ เราสองคนก็ได้คุยกันเรื่องนี้และขำๆ ตัวเขาก็ไม่ได้เครียดด้วย แต่ก็ไม่อยากให้ใครไปโจมตีเขา ผมผิดเองเพราะผมเป็นคนลงรูปเอง ถ้าจะด่ามาด่าผมดีกว่า ส่วนทางผู้ใหญ่ก็อาจจะมีเตือนมาบ้างว่ามันไม่เหมาะสม ซึ่งผมก็รับฟัง”

ถามถึงงานก่อนหน้าที่ออกคู่กับต้าเหนิง แต่กลับไม่ได้ให้นักข่าวสัมภาษณ์ ?
“วันนี้มีสองงาน พอเสร็จจากการเดินแบบก็ต้องวิ่งมางานที่สองต่อเพราะว่าเขาให้มาสแตนด์บายตอนบ่าย 3 โมง ซึ่งงานนั้นก็เสร็จเวลาใกล้มากเลยต้องรีบออกมา ถามว่าได้มีการแจ้งไว้ก่อนล่วงหน้ามั้ยว่าไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ อันนี้ผมไม่ชัวร์ต้องถามฝั่งทีมเออาร์ แต่ว่างานที่ไปเดินแบบเป็นงานแทรก ซึ่งผมรับงานที่นี่ไว้ก่อนแล้ว ไม่ได้มีเจตนาที่จะหลบหรือว่าชิ่งไม่ให้สัมภาษณ์เพราะต้องรีบมางานนี้จริงๆ เพราะระหว่างทางที่มาทีมงานก็โทร.ตามตลอดว่าถึงไหนแล้ว”

คนเลยมองว่าพอเริ่มดังพักหลังก็เริ่มเยอะขึ้น ?
“ไม่ใช่นะครับมันเป็นด้วยจังหวะมากกว่า ผมก็ต้องมาสแตนด์บายงานนี้ด้วยเพราะว่ามีคนอื่นอีกเยอะก็ไม่อยากให้ใครต้องมารอ”

แตงโม ไม่อยากให้ซูม! แค่เดินแฟชั่น อย่ามอง 18+

สวยแซ่บ แถมยังเผ็ดกว่าพริกทั้งสวนก็ต้อง “แตงโม นิดา พัชรวีระพงษ์” แล้วแหละ เพราะเจ้าตัวเพิ่งจะทวงบัลลังก์ความฮอตรับต้นปี ด้วยการสวมชุดสีแดงชวนซี๊ดอวดหุ่นเป๊ะบนเวทีแคทวอล์ค จนหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แย่งซีนซุป’ตาร์ ทั้งงาน เท่านั้นไม่พอในโลกโซเชียลฯ เจ้าตัวก็ยังต้องเจอกับกระแสวิจารณ์แรง เมื่อบรรดาสายหื่นพร้อมใจกันซูมอินซูมเอ้าท์ภาพแฟชั่นดังกล่าว จนกลายเป็นดราม่าติดเรทให้ได้ปวดหัวหนักเข้าไปอีก!! ซึ่งล่าสุดสาวแตงโมเธอก็ได้ออกมาเผยความรู้สึกถึงบรรดาฟีดแบคต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้เราฟังแล้วว่า…

“เป็นชุดที่เรียกว่าค่อนข้างวาบหวิวก็ได้หรือจะไม่วาบหวิวก็ได้แล้วแต่มุมมอง ซึ่งโมก็ไม่ได้เถียงเพราะมันเป็นชุดที่สั้นมากจริงๆ ระดับเดียวกับชุดว่ายน้ำ แถมก่อนใส่เราก็ยังปรึกษากันเลยว่าจะทำยังไงให้ออกมาไม่อนาจาร เนื่องจากมันเป็นงานของนักศึกษา แต่ในการทำหน้าที่เป็นนางแบบ โมก็คิดว่าเราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด และวันนั้นโมก็ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด โมอยากจะบอกด้วยว่าโมไม่ได้รับงานแบบนี้บ่อยๆ และที่สำคัญงานนี้มันก็ดูเป็นงานแฟชั่นมมากกว่าที่จะเป็นไปในทางอย่างอื่น ส่วนเรื่องคนซูมภาพ เอาตรงๆ นะอย่าไปซูมเลยค่ะโชคดีที่บ้านเราเป็นแค่ 3D เพราะถ้ามี 4D จะมีกลิ่นขึ้นมาด้วย อย่าไปซูมเลย ดูภาพรวมของภาพจะดีกว่า อย่าไปมองในทาง 18+ ถามว่าเสียเซลฟ์ไหม เอ่อ…ไม่เสียเซลฟ์ค่ะ เพราะเราป้องกันมาดีแล้ว”

จะกลับมาทวงบัลลังก์เซ็กซี่ ?
“ไม่ได้มาทวงอะไรเลย เราก็แค่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนเรื่องที่คนชมว่าไม่มีหน้าอกแต่ก็เซ็กซี่ได้ อันนี้โมคิดว่า ทุกคนคงมองมันเป็นซิกเนเจอร์ของโมไปแล้ว คือถึงเราจะไม่มีอะไรเลยแต่มันก็จะดูออกไปในทิศทางนั้น อีกอย่างความเซ็กซี่มันเกิดจากหลายปัจจัย ถ้างานเขาตั้งใจจะทำให้เราออกมาดูแซ่บ มันก็จะออกไปตามที่เขาตั้งใจ ส่วนพวกงานชุดว่ายน้ำถ่ายแฟชั่นเซ็กซี่ อันนี้โมจะงดถ่ายแล้วจริงๆ ที่ตอนแรกโมบอกว่าจะมีเล่มทิ้งทวนโมก็แคนเซิลไปแล้วด้วย แต่ใครอยากรอก็รอได้นะวันหนึ่งโมอาจจะลุกขึ้นมาถ่ายก็ได้ แต่ตอนนี้คงต้องขอพับเก็บไว้ก่อน ถ้าอยากดูก็หาดูได้ตามไอจีแล้วกัน มันอาจจะมีที่โมถ่ายเองเล่นๆ แล้วลง”

นอกจากนั้นแล้ว แตงโม นิดา ก็ยังถือโอกาสชี้แจงสถานะหัวใจกับ โฟลท หนุ่มหล่อที่มอบของขวัญชิ้นพิเศษให้กับเธอในวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา ให้เราฟังด้วยว่า…

“ไม่มีอะไรเลยค่ะ โสด แต่น้องเขาจีบอยู่รึเปล่าต้องไปถามน้องเขานะ แต่สำหรับตัวโมปีนี้โมไม่มีแฟน วันวาเลนไทน์มันก็เลยเป็นแค่วันดีๆ วันหนึ่ง แล้วสาเหตุที่น้องเขาให้ดอกกะหล่ำก็เป็นเพราะว่า ดอกกุหลาบมันซ้ำกับคนอื่นเขาก็เลยไม่อยากให้มันเหมือนใคร ซึ่งเราก็เห็นถึงความพยายามเขานะ ถึงแม้มันจะออกมาไม่สวยแต่ความตั้งใจก็ล้นมากๆ โมยอมใจเขาจริงๆ ยกความดีความชอบให้เขาในวันวาเลนไทน์ไปเลย คือโมไม่ได้คาดหวังว่าโมจะได้อะไรด้วยซ้ำ แต่เขาก็ทำให้โมรู้สึกว่าโมมีค่าในสายตาเขา ขอบคุณมากๆ ค่ะ (ยิ้ม) ถามว่าจะพิจารณาเขาเป็นพิเศษไหม เอ่อ…โมรักน้องเขาอยู่แล้ว โมพูดไปหลายครั้งแล้วว่าเขาเป็นคนที่เก่ง เพียงแต่ว่าเราไม่ได้รักเขาในแบบนั้นก็เท่านั้นเอง ตอนนี้โมยังไม่มีคนมาดามใจนะคะ โสดสนิท”

ขณะที่อาการป่วยของ คุณพ่อโสภณ คุณพ่อของสาวแตงโมที่ก่อนหน้านี้เคยมีอาการป่วยโรคเส้นเลือดในสมองท้ายทอยตีบ จนต้องนำส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนนั้น เจ้าตัวก็ได้เผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับอาการล่าสุดกับเราว่า…

“ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว อาการทางร่างกายโดยรวมตอนนี้ดีขึ้น คุณพ่อสูบบุหรี่ลดลงแล้ว แต่ก็ยังมีดื้ออยู่บ้างบางครั้ง เพราะพอคุณพ่อเลิกสูบบุหรี่ท่านก็จะมีอาการฉุนเฉียว อารมณ์ไม่ดี ใครเจอคุณพ่อโมแล้วเขาอารมณ์ไม่ดีใส่ก็อยากจะให้เข้าใจท่านด้วยนะคะ แต่คุณพ่อก็พยายามหาวิธีอื่นๆ มาช่วยบ้างเหมือนกัน ซึ่งบางครั้งมันก็ทำให้โมหนักใจและบั่นทอนกำลังใจในการทำงานเหมือนกัน เพราะท่านก็มีความดื้อเหมือนสมัยเด็กๆ ที่เราเคยดื้อ ส่วนเรื่องที่ต้องระวังก็อย่างที่บอกค่ะคือเรื่องของบุหรี่ คุณหมอบอกว่าถ้ายังเลิกไม่ได้ จากที่ตีบข้างขวาหรือข้างซ้ายมันก็จะลามไปตีบที่อื่นทันที ซึ่งถ้าตีบทั้งสองข้างก็ต้องนอนเป็นผักเป็นปลาไปเลย แต่ตอนนี้คุณพ่อก็ระมัดระวังมากขึ้น แต่อย่างที่บอกคือท่านไม่ชอบตกอยู่ในอารมณ์บังคับ เพราะท่านเป็นคนเก่ง ดูแลตัวเองมาตลอด ท่านดูแลโมมาตลอด พอวันนี้โมต้องเป็นฝ่ายที่ดูแลท่าน ประคบประหงมท่าน ท่านก็จะแบบ…พ่อไม่ได้เป็นง่อยนะ พ่อไม่ได้จะตายนะ ยังไงก็ฝากให้กำลังใจเราด้วยนะคะ ให้เราผ่านช่วงเวลาเหล่านี้กันไปได้”