จนท.กุมขมับ ทัวร์จีนเหยียบปะการังจับหอยเม่น-ปลานีโม่เกาะหลีเป๊ะ

ทัวร์จีนเหยียบย่ำปะการังและจับหอยเม่น รวมทั้งไล่ตะครุบปลานีโม่ ดอกไม้ทะเลต้องห้าม สร้างความเสียหายทรัพยากรธรรมชาติบริเวณเกาะหลีเป๊ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าหาดซันไรซ์ เกาะหลีเป๊ะ หมู่ที่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล อาสาสมัครอุทยานฯตะรุเตาได้บันทึกภาพการกระทำผิดของกลุ่มทัวร์นักท่องเที่ยวจีน ที่มีพฤติกรรมปฏิบัติตัวฝืนกฎข้อห้าม การหยิบเม่นทะเล การใช้มือแหย่ดอกไม้ทะเล การพายเรือคายักแนวปะการังในช่วงที่มีน้ำลด การดำน้ำตื้นขณะน้ำลดจนมีการเหยียบย่ำปะการังจนแตกหัก การหยิบจับปะการัง หรือแม้กระทั่งปลาดาวกลับไปไว้ที่หัวนอนขณะมาพักผ่อนบนเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยครั้ง

แม้จะมีการติดแผ่นป้ายเตือน และบางรายถูกจับปรับเพื่อเป็นการลงโทษ แต่กลับพบว่าทัวร์นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ กลับไม่ใส่ใจและพยายามถกเถียงจนสร้างความเสียหายให้ทรัพยากรของท้องทะเลบนเกาะหลีเป๊ะเป็นอย่างมาก

นายนันทพล เด็นเบ็น รองประธานกลุ่มรีฟกาเดี้ยน จ.สตูล ยอมรับว่า ทัวร์ท่องเที่ยวจีนที่แห่ลงท่องเที่ยวเกาะหลีเป๊ะจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ สร้างงานและรายได้ให้พื้นที่ แต่ก็สร้างความเสียหายให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของทะเลสตูลไม่น้อย

โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไร้กฎกติกาในการเยือนและท่องเที่ยว มักกระทำในสิ่งต้องห้าม ซึ่งเห็นว่ามาจากผลการไม่เลือกใช้มัคคุเทศก์ทางทะเล ในการแนะนำตลอดการท่องเที่ยวทางทะเล และใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการประหยัดค่าใช้จ่ายจนทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากร ซึ่งเทียบมูลค่ากับการเดินทางเข้ามาได้

ปัญหาทัวร์นักท่องเที่ยวจีนดำแล้วจมน้ำเสียชีวิตก็มีให้เห็นบ่อย เพราะขาดความรู้การเตรียมตัวเองก่อนลงน้ำ การดำน้ำว่ายน้ำในจุดต้องห้าม รวมทั้งการปฏิบัติที่ไม่เป็นภัยต่อทรัพยากรท้องทะเล อย่างปลานีโม่ การเหยียบย่ำปะการัง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การให้อาหารปลา ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความรู้ และคำชี้แนะตลอดทริปการท่องเที่ยวที่มัคคุเทศก์จะช่วยได้
ซึ่งเรื่องนี้ต้องฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทางจังหวัด ในการหากมาตรการควบคุมบังคับ รวมทั้งตำรวจการท่องเที่ยวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้นักอนุรักษ์แค่คอยตักเตือนหากพบกระทำอย่างเดียว

เสือดำทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ที่โดนล่า อาจเป็นตัวเดียวกับที่โผล่เล่นกล้องปีก่อน

เจ้าหน้าที่พบเศษซากกระดูกขา-ลำไส้ เชื่อเป็นของเสือดำที่ถูก “เปรมชัย” ล่า เร่งนำพิสูจน์ โยงอาจเป็นตัวเดียวกับที่โผล่มาเล่นกล้องเมื่อปีก่อน

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ.) เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ได้ลงพื้นที่ตามหาหลักฐานบริเวณลำห้วยปะชิ จุดใกล้กับที่ นายเปรมชัย กรรณสูต และคณะตั้งแคมป์ล่าสัตว์ หลังจากที่ค้นหาอยู่หลายชั่วโมง ก็ได้พบกับชิ้นส่วนกระดูกขา 2 ชิ้น เศษกระดูกอีก 2 ชิ้น และลำไส้ใหญ่ ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนขาหลังของเสือดำที่ถูกล่า

ขณะที่การตรวจสอบแนววิถีกระสุนปืนรอบๆ พื้นที่ตั้งแคมป์ของนายเปรมชัย พบรอยกระสุนที่ต้นไม้ 2 จุด โขดหินอีกจุด รวมทั้งพบกองมูลเสือ 3 กอง และกระจุกขนเสือดำอยู่ใกล้ๆ ลำห้วย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดที่มียิงล่าเสือดำ ก่อนที่เสือดำจะวิ่งหนีตามสัญชาตญาณและไปสิ้นใจตายอยู่ตรงจุดที่พบกองมูล

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังสันนิษฐานว่า เสือดำที่ถูกล่าในครั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะเป็นเสือดำเพศผู้ เพราะวิเคราะห์พฤติกรรมจากกล้องวิจัยที่เคยตั้งเก็บภาพเอาไว้ห่างจากจุดชำแหละ 100 เมตร ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นแหล่งหากินของเสือดำและเป็นตัวเดียวกันที่พบในภาพ

ขณะเดียวกันก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า เสือดำตัวนี้เป็นตัวเดียวกันที่เคยเป็นข่าวเมื่อราวๆ ปีก่อน ที่มีการเผยแพร่คลิปภาพเสือดำโผล่มาเล่นกล้องในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ซึ่งเป็นผืนป่าที่เชื่อมต่อกัน ทำให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า แต่ยังต้องรอผลการตรวจซากและพิสูจน์แน่ชัดเสียก่อนว่าจะเป็นเสือดำตัวเดียวกันหรือไม่

ผัดไทย 200 บาท ผู้ตรวจการแผ่นดิน พบราคาอาหารสนามบินยังแพง

อาหารแพงในสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ยังคงเป็นประเด็นที่หลายหน่วยงานพยายามแก้ไข ล่าสุดผู้ตรวจการแผ่นดิน เรียกประชุมหน่วยงานทั้งหมด เพื่อกำหนดกรอบ และระยะเวลาการแก้ไขปัญหา ขณะที่การตรวจสอบราคาอาหารในสนามบินดอนเมือง ยังพบว่ามีราคาแพงกว่าในสัญญาที่ ทอท.กำหนดไว้

วันนี้ (29 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาอาหารภายในสนามบินดอนเมืองหลายจุด ยังพบว่าบางแห่งมีการขายอาหารแพง เช่น เมนูผัดไทย ที่ขาย 200 บาทต่อจาน ขณะที่ในห้างสรรพสินค้าขายเพียง 100 กว่าบาท แพงกว่าสัญญาที่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.

โดยกำหนดให้ขายได้ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ จึงขอให้ ทอท.เร่งเข้ามาดูแลให้ผู้ค้าปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาอาหารแพงขณะนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่ จึงทำได้เพียงแค่ขอความร่วมมือเท่านั้น

ในวันที่ 31 มกราคมนี้ จะมีการหารือร่วมกันระหว่างผู้ตรวจราชการแผ่นดิน กระทรวงคมนาคม พาณิชย์ และ ทอท.เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาอาหารแพงในสนามบิน โดยกำหนดกรอบการแก้ไขปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะการกำหนดสัญญาสัมปทานเช่าร้านค้ารอบใหม่ ที่จะเริ่มในปี 2563 ให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการกำหนดราคาเช่า เงื่อนไขการปล่อยเช่าต่อ รวมไปถึงมาตรการลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดสัญญาด้วย

เปิดใจ สาวเปลื้องผ้าไลฟ์ เจอสั่งถอดหมด ต้องรับผิดชอบงาน

จากกรณีมีสมาชิกหญิงสาวรายหนึ่งไลฟ์วีดิโอสดผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อคืนวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยในเนื้อหาวีดิโอ มีหญิงสาวโชว์เต้นถอดเสื้อผ้าทั้งหมด และโชว์ทุกสัดส่วนของร่างกาย ก่อนที่วีดิโอดังกล่าวจะถูกผู้ใช้เฟซบุ๊กรายอื่นกดรีพอร์ตจนถูกปิดไปในที่สุด และผลที่ตามมาก็คือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมที่หญิงสาวรายนี้กระทำ

ล่าสุด (11 ม.ค.) รายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ ได้สัมภาษณ์ คุณเปิ้ล หญิงสาวคนดังกล่าว วัย 30 ปี ได้ออกมาเปิดใจว่า ปกติแล้วตนเองรับงานไลฟ์โชว์และงานปาร์ตี้แนวเซ็กซี่อยู่แล้ว โดยเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้รับการว่าจ้างจากเพจเฟซบุ๊กเพจหนึ่ง ให้มาเต้นโชว์แบบเซ็กซี่และเปลื้องผ้า เพื่อเรียกยอดไลฟ์ให้กับเพจ

ซึ่งตอนแรกเธอเรียกเงิน 5,000 บาท ก่อนมีการต่อรองกัน จนตกลงกันที่ราคา 3,000 บาท ซึ่งตอนไลฟ์โชว์ก็ทำไปตามปกติ จนกระทั่ง 15 นาทีสุดท้ายก่อนหมดเวลาหมดไลฟ์โชว์ ทางเพจก็อินบ็อกเข้ามาบอกว่าให้ถอดเสื้อผ้าออกให้หมด ตอนนั้นตนคิดในใจแค่ว่าเราต้องรับผิดชอบงานที่ถูกจ้างมา เพราะรับปากพูดคุยกับผู้ว่าจ้างไปหมดแล้ว

คุณเปิ้ล กล่าวต่อว่า หลังจากไลฟ์จบ ตนรู้สึกตกใจที่คนเข้ามาดูเยอะมาก และคลิปดังกล่าวก็ถูกแชร์ไปเป็นล้านครั้ง หลังจากไลฟ์จบ ตนก็รู้สึกกังวลและก็เครียดมาก พอมาเจอกระแสข่าวแบบนี้ ก็รู้สึกเครียดหนัก แต่ก็ยอมรับกับสิ่งที่ทำลงไป

“ถามว่ารู้สึกอายไหม รู้สึกอาย แต่ด้วยความที่เรารับปากกับเจ้าของเพจไปแล้ว แต่พอใกล้จบแล้วก็รู้สึกหวั่นแล้วว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ยิ่งมาเพจเข้าปิดไป หลังจากนั้นเขาก็ไม่ติดต่อเปิ้ลเรื่องเงิน ยิ่งทำให้เปิ้ลรู้สึกเคว้ง เราก็ร้องไห้เลยคืนนั้น ร้องอยู่ 2-3 คืน

สิ่งที่เปิ้ลทำ เปิ้ลรู้ว่าการไลฟ์สด ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น เราจะไปเรียกยอดวิวให้เขาได้ยังไง ที่นี้เนี่ยเขาก็ต้องได้รายได้จากตรงนั้นที่จะมาจ้างเรา ส่วนเปิ้ลก็แค่เป็นผู้ที่ถูกว่าจ้าง ที่ต้องทำตามคำสั่งของคนที่จ้างเท่านั้นเอง

เปิ้ลไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว อยากให้สื่อ ประชาชน สังคม เห็นใจเปิ้ลหน่อย ถามว่าไม่ได้ตั้งใจไหม คงจะพูดคำนี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นงานของเปิ้ล แต่เปิ้ลฝากขอโทษในสิ่งที่มันเกินไป มันอล่างฉ่างเกินไปในที่สาธารณะ เพราะเปิ้ลไม่ได้คิดว่าจะมีคนเข้ามาดูเยอะขนาดนั้น แต่เปิ้ลก็ลืมไปว่านี่มันคือสาธารณะ

อยากขอโทษสื่อมวลชน กราบขอโทษชาวโซเชียล ประชาชน ผู้หญิงไทย และผู้ชายไทยที่เข้ามาดูเปิ้ลทุกคน ฝากขอโทษด้วย สิ่งที่เปิ้ลทำไม่ดี และไม่ควรเอามาเป็นแบบอย่าง ขอโทษด้วยค่ะ”

ผู้สื่อข่าวถามว่าอายไหม คุณเปิ้ลก็กล่าวว่าตอนที่ต้องเปลือยท่อนล่างรู้สึกอาย แต่คิดว่ามันเป็นงาน อยากจะทำให้จบ อยากจะบอกว่าที่ตนเองบอกว่าทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน อยากให้เข้าใจว่าไม่ได้หมายความว่า ทำได้แม้กระทั่งการขายบริการ และตนเองไม่ได้อยากดัง

ทั้งนี้ แม่และพี่สาวเข้าใจและรับรู้ว่าตนเองทำแบบนี้อยู่ ว่าโตพอจะรับผิดชอบตนเองได้แล้ว และยังคงจะทำไลฟ์โชว์ต่อไปแต่คงไม่เปลือยหมดแบบนี้อีก ขอโทษทุกคนที่ทำให้เสื่อมเสียและพร้อมน้อมรับการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่อีกด้วย

ปส. พุ่งประเด็น “เบนซ์ เรซซิ่ง” อาจเข้าข่ายฟอกเงิน

ตำรวจปราบปรามยาเสพติดให้น้ำหนักเบนซ์ เรซซิ่ง ถูกดำเนินคดีข้อหาร่วมกันฟอกเงิน หลังตำรวจเชื่อนายณัฐพล นาคคำ หรือบอยผู้ต้องหาคดียาเสพติดเครือข่ายนายไซซะนะ แก้วพิมพา ฟอกเงินด้วยการซื้อรถลัมโบร์กินี

วันนี้ (11 ก.พ. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ชาตรี ชาตรีไพศาลศิลป์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด กล่าวว่า รถลัมโบร์กีนี และรถบิ๊กไบค์ เคทีเอ็ม ที่มีชื่อนายอัครกิตติ์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง เป็นเจ้าของ ในทางสืบสวนสอบสวนตำรวจเชื่อว่า รถลัมโบร์กินี น่าจะเป็นของบอยนายณัฐพล นาคคำ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดเครือข่ายนายไซซะนะ แก้วพิมพา ที่อาจฟอกเงินโดยใช้ชื่อเบนซ์ เรซซิ่ง เป็นคนซื้อเพราะบอยเป็นผู้ต้องหามีคดีติดตัว ข้อสังเกตนี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบยาเสพติดมีความเห็นตรงกัน

ดังนั้นเบนซ์ เรซซิ่ง จะต้องชี้แจงที่มาของทรัพย์ทั้งหมด ที่ปรากฎเป็นชื่อตัวเองให้ได้ หากชี้แจงไม่ได้และพบความผิด ตำรวจจะให้น้ำหนักไปที่ฐานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งความผิดแบ่งเป็นกรรม กรรมละ 1-10 ปี ประกอบกับข้อมูลสืบสวนพบว่านายบอยโอนเงินให้นายเบนซ์หลายครั้งตลอดเวลาที่สนิทสนมกัน จึงต้องประสานขอเอกสารธุรกรรมทางการเงินจากธนาคารมาตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะการโอนเงินยังไม่สามารถสรุปได้ว่า เบนซ์ เรซซิ่ง จะมีความผิด แต่ตำรวจตั้งเป้าว่าภายในวันที่ 20 ก.พ. นี้ น่าจะมีความชัดเจน

ชายในคลิปสงสัยขโมยรถ โร่แจ้ง ที่แท้ไขรถผิด

มีการแชร์คลิปวิดีโอจากเฟซบุ๊กผู้ใช้รายหนึ่ง โดยผู้โพตส์ระบุว่าขณะที่เพื่อนของเขานั้นได้จอดรถเอาไว้ และนั่งอยู่ในรถ แล้วมีผู้ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาบริเวณที่รถจอดอยู่ ทำทีมองสำรวจรถก่อนจะใช้กุญแจไขประตูรถแต่ไขยังไงก็เปิดไม่ได้

พร้อมมองไปรอบๆ เป็นระยะเหมือนระแวงว่าจะมีคนผ่านมาเห็น จนในที่สุดเจ้าของรถทนไม่ไหวจึงได้เปิดประตูออกไป ชายคนดังกล่าวจึงรีบขอโทษพร้อมบอกว่าสงสัยตนนั้นไขรถผิดคัน

ทั้งนี้ เจ้าของโพสต์ดังกล่าว บรรยายข้อความประกอบคลิปวิดีโอว่า “มีเรื่องจะแจ้งให้ทราบจะได้ระมัดระวังตัวและระมัดระวังรถของเพื่อน ๆ ครับ คือว่ามีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งไปทำธุระแถว ๆ ตลาดสี่มุมเมือง และไปจอดรถในปั้มน้ำมันแถว ๆ นั้น โดยที่ยังนั่งอยู่ในรถและดับเครื่อง (รถติดฟิล์มประมาณ 80% คนภายนอกจึงมองเข้ามาไม่เห็นภายใน)

แต่มีชายคนหนึ่งพยายามจะไขรถของเขาโดยเดินไขเกือบทุกประตูรอบรถเลย (ดูคลิปประกอบ) เพื่อนจึงถ่ายคลิปเอาไว้ดังที่เห็น ลองคิดดูว่าหากเขาไขประตูรถเข้ามาได้ และไม่มีใครอยู่ในรถอะไรจะเกิดขึ้น

เพื่อนบอกว่าพอเขาเปิดประตูรถออกไป ชายคนนั้นตกใจ และบอกว่าขอโทษไขรถผิด แต่ดูจากคลิปมันไม่น่าใช่น่ะครับ ฝากเพื่อน ๆ ให้ระวังกันด้วยนะครับ #เห็นหน้าชัดเลย #ใครเคยเห็นบ้าง #ใครเคยโดนลักษณะเดียวกันบ้าง”

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (10 ก.พ.) เมื่อเวลา 13.50 น. นายชัยพร อายุ 53 ปี ทำงานที่กรมสรรพาวุธทหารบก ตำแหน่ง ลูกจ้างประจำ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งลงบันทึกประจำวัน และให้ข้อมูล ที่ สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

ว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อนิสัน ซันนี นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภล- 9264 กทม. ซึ่งเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2560 เวลาประมาณ 18.00 น. ได้ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสัน ซันนี นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภล- 9264 กทม. แวะมามาจอดในปั้มน้ำมัน สาขาเมืองเอก ถนน พหลโยธิน เพื่อเข้าห้องน้ำก่อน จะไปซื้อของในเมืองเอก

และเมื่อเสร็จธุระแล้วตนเองจึงกลับมาจะขึ้นรถที่ตนจอดไว้ แต่เมื่อเดินมาถึงรถได้เห็นว่ารถมีร่องรอยขีดขวนที่ประตูรถข้างขวา จึงได้เดินวนดูรอบคัน จากนั้นได้นำกุญแจรถมาไขประตูฝั่งคนขับ แต่ก็ไขไม่ออก และเดินวนไปที่ประตูฝั่งซ้ายเพื่อไขอีกครั้ง แต่ก็ไขไม่ออกเช่นกัน

โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองไขรถผิดคัน คิดว่าเป็นรถยนต์ของตนเอง กระทั่งเจ้าของรถคันที่ตนเองเดินวนดูได้เปิดประตูรถออกมาและแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของรถ พูดโวยวายต่อกว่า จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งต่อว่า กล่าวหาว่าเป็นขโมย ซึ่งตนเองได้พยายามอธิบายว่าไม่มีเจตนาเช่นนั้น แค่จำรถผิดจริง ๆ

นายชัยพร กล่าวต่ออีกว่า หลังจากนั้นตนเองได้มองหารถของตัวเอง และพบว่าจอดถัดไปจากรถคันที่ตนเองไขกุญแจผิด จึงพยายามชี้แจงกับทางเจ้าของรถให้เข้าใจ และเดินมาที่รถของตัวเอง จากนั้นได้มาพูดขอโทษพร้อมทั้งยกมือไหว้เจ้าของรถและตนเองก็ได้ขึ้นรถขับออกไป

กระทั่งวันนี้มาทราบจากเพื่อนที่ทำงานว่า ได้มีคลิปภาพออกในโลกโซเชียลต่อว่าตนเองกล่าวหาว่าตนเองเป็นขโมยรถ พร้อมทั้งมีการแชร์กันไปต่าง ๆ นานา ซึ่งตนเองรู้สึกตกใจมาก เพราะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น จึงเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าตนเองเป็นคนที่อยู่ในคลิป

และให้ติดตามเจ้าของรถที่มีการโพสต์คลิปดังกล่าว พร้อมกับต้องการพบ ผู้ที่ถ่ายคลิป และผู้ที่นำคลิปไปลง เพื่อจะได้มาเจรจากัน เพื่อไม่ให้ตกเป็นจำเลยสังคม เพราะตนเองก็รับราชการเป็นลูกจ้างประจำกรมสรรพวุฒิมา 22 ปี ไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมายมาเลย แต่ตนเองมาเจอเหตุการณ์นี้ถึงกลับตกใจ วอนสังคมเห็นใจและเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

กระทั่ง เมื่อเวลา 19.00 น. วันเดียวกัน นาย วรานนท์ คนการ อายุ 45 ปี ชาวอ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เจ้าของรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภอ-5831กทม. ได้ขับรถมาพบกับพนักงานสอบสวน สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งแจ้งว่า เป็นเจ้าของรถยนต์เก๋งฯ คันที่อยู่ในคลิปที่แพร่ทางโลกโซเชียล และเมื่อนำรถทั้งสองคันมาจอดเทียบกับก็พบว่ามีเป็นรุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน

ด้าน นายวรานนท์ อายุ 45 ปี ชาว อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เจ้าของรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภอ-5831กทม. ให้การว่า วันนั้นตนเอง เป็นคนถ่ายคลิปเอง เพราะตนเองก็ไม่ทราบว่าเป็นคนดี หรือเป็นคนร้ายจึงตัดสินใจถ่ายเอาไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่จะส่ง ให้เพื่อนๆ ในบริษัทดู แบบเตือนภัยเพราะที่ทำงานมีพนักงานเป็นผู้หญิงเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ทราบว่าทางเพื่อนได้มีการลงไปในโลกออน์ไลน์เพื่อช่วยเตือนภัย

ขณะที่ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรววจ ได้เรียกตัวเจ้าของรถทั้งสองคัน มาพูดคุยเจรจากัน จึงทราบว่า มีความเข้าใจผิดกันโดยทางด้านนายชัยพรฯ เข้าใจว่าเป็นรถของตนเองแต่พบว่ามีรอยขีดขวนที่ข้างรถจึงเดินดูเพื่อตรวจสอบโดยรอบของตัวรถ

โดยที่ไม่ได้ดูที่ป้ายทะเบียน คิดว่ามีใครมาขวนรถ จึงใช้กุญแจไขรถโดยที่ไม่ใช่รถตัวเอง แต่ทางด้านเจ้าของรถซึ่งอยู่ภายในรถได้ถ่ายบันทึกด้วยโทรศัพท์ไว้และนำไปให้เพื่อนดู จนกระทั่งมาสู่การนำคลิปไปแพร่ภาพทางอินเตอร์เน็ต

อย่างไรก็ดี ทางด้านนายวรานนท์ ก็ได้กล่าวขอโทษ นายชัยพร พร้อมกับยกมือไหว้ และจับมือ และพร้อมที่จะแก้ไขข่าวในโลกสังคมออน์ไลน์ให้ พร้อมทั้งวอนขอให้สังคมในโลกโซเซียลได้เข้าใจข้อเท็จจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหยุดแชร์ในลักษณะเตือนภัยโดยกล่าวหาว่าเป็นคนผิด