คืบหน้า ศึกหวย 30 ล้าน ลุงจรูญ-ครูปรีชา ปฏิเสธการไกล่เกลี่ย

ครูปรีชา ลุงจรูญ เดินทางมาตามนัดศาลแพ่ง ไต่สวนอายัดเงินคดีหวย 30 ล้าน ทั้งสองปฏิเสธการไกล่เกลี่ย และยื่นขอสืบพยานเพิ่มเติม

วันที่ 12 ก.พ. 61 ความคืบหน้าคดีศึกชิงหวยอลเวง 30 ล้านบาท ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ อดีตตำรวจ ผู้ที่นำลอตเตอรี่ไปขึ้นเงิน กับนายปรีชา ครูชำนาญการพิเศษ ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริง แต่ทำหล่นหาย

ตำรวจกองปราบปรามได้รับโอนคดีมารับผิดชอบแทนตำรวจภูธรภาค 7 ซึ่งภายหลังมีหลักฐานออกมาแฉมากมาย ทั้งคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นของแม่ค้าหวยสนทนากับครูปรีชา และการสนทนาผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ที่อ้างว่า เป็นของแม่ค้าหวยกับลูกสาว ที่ระบุว่ายังไม่รู้ว่าใครถูกหวยชุดดังกล่าว

ล่าสุด ร.ต.ท.จรูญ พร้อมด้วยครอบครัว และทีมทนายความ เดินทางมาถึงศาลเวลา 08.50 น. โดยบอกว่า “มั่นใจไม่หวั่นไหว ส่วนจะมีการยอมหรือไม่ ต้องรออีกฝ่ายจะว่าอย่างไร ถ้าหากพูดคุยกันแล้วยอมได้ก็จะยอม แต่การยอมในเรื่องคดีความเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน 30 ล้าน”

จากนั้นเมื่อเวลา 09.00 น. ครูปรีชา ได้เดินทางมาถึงศาล โดยมีญาติและทนายความมาด้วย โดยบอกเพียงสั้นๆ จะยอมความกันได้หรือไม่ ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน และรู้สึกเครียดหรือไม่ ครูปรีชาบอกว่าไม่รู้สึกอะไร สบายๆ

สำหรับคดีดังกล่าว เป็นคดีหมายเลขดำ พ.1230/2560 ที่ ครูปรีชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี คดีแพ่ง กล่าวหา ร.ต.ท.จรูญ ในข้อหาละเมิดลาภมิควรได้ ซึ่งศาลได้นัดคู่ความเป็นนัดแรก

ภายในห้องไตร่สวน ศาลได้ถามทนายทั้งสองฝ่าย ถึงการไกล่เกลี่ย แต่ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธการไกล่เกลี่ย และยื่นขอสืบพยานเพิ่มเติม ซึ่งทางครูปรีชาขอสืบพยานทั้งหมด 15 ปาก ใช้เวลา 4 วัน ทางด้าน ร.ต.ท.จรูญ ขอสืบพยานทั้งหมด 12 ปาก ใช้เวลา 3 วัน โดยพยานบางส่วนของทั้งสองฝ่ายมีรายชื่ออยู่ในสำนวนสืบสวนด้วย

ทางศาลให้เวลายื่นรายชื่อพยานทั้งหมดภายใน 20 วัน นับจากวันนี้ จะมีประเด็นในการซักถามของศาลจากการยื่นฟ้องของโจทก์ (ครูปรีชา) มีทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ฟ้องโจทก์คลอบคลุมจำเลยหรือไม่ 2.โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่ 3.จำเลยละเมิดโจทก์หรือไม่ 4.จำเลยรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ คาดว่าจะมีการสืบพยานกันอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ที่จะถึงนี้

หลังครูปรีชาเสร็จสิ้นกระบวนการในวันนี้ จะเดินทางไปยังศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุจังหวัดกาญจนบุรี ตามจดหมายเรียนเชิญของผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ เนื่องจากได้รับรางวัลวุฒิบัตรวิทยากรจิตอาสาดีเด่น และผู้สนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน เวลา 14.00 น. โดยมี นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเกียรติมอบให้

“ศรีวราห์” ยืนยัน ยังไม่มีการแจ้งความ ”หน.วิเชียร” ระบุข่าวคลาดเคลื่อน

“พล.ต.อ.ศรีวราห์” ยัน ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี หัวหน้าวิเชียร ชี้เรื่องค่าธรรมเนียม – อนุญาตเข้า เป็นเรื่องภายในกรมอุทยานฯ

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมท์ จำกัด (มหาชน) และพวกคดีลักลอบล่าสัตว์ป่าบนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ว่า

จากการสอบปากคำนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (8กุมภาพันธ์) จนถึงขณะนี้พนักงานสอบสวนยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายวิเชียรแต่อย่างใด มีเพียงการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกับนายเปรมชัยและพวก ฐานติดสินบนเจ้าพนักงานเท่านั้น

โดยจากการสอบปากคำนายวิเชียร ให้การว่าคณะของนายเปรมชัย มีความพยายามติดสินบน ทั้งนี้ในทางกฎหมายเพียงแค่แสดงความพยายามก็ถือว่ามีความผิดแล้ว นอกจากนี้นายวิเชียร ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ไว้แล้ว ด้วย

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวในโลกโซเชียลมีเดียว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับนายวิเชียรนั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า ในประเด็นนี้ยังไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษหรือแจ้งข้อหาใดๆ กับนายวิเชียร

ส่วนการอนุญาตให้นายเปรมชัยและพวกเข้าไปภายในอุทยานฯ ทราบว่าเป็นการอนุญาตเข้าพื้นที่ ตามระเรียบ ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ 1.จ่ายค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท ส่วนยานพาหนะจ่ายคันละ 30 บาท เข้าไป

2.กรณีที่ได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานฯ เพื่อเข้าไปศึกษาวิจัยธรรมชาติ โดยได้รับการงดเว้นค่าธรรมเนียม ซึ่งกรณีนี้ทราบว่าเป็นการเข้าโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม เป็นการอนุญาตจากดุลพินิจภายในหน่วยฯ ซึ่งเป็นเรื่องภายในของกรมอุทยานฯ

ตำรวจไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ แต่เบื้องต้นจากการสอบปากคำได้ทำรายงานไปยังอธิบดีกรมอุทยานทราบฯแล้ว ส่วนในกรมอุทยานจะมีการดำเนินการอย่างไรตนไม่สามารถก้าวล่วงได้

ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายวิเชียร ตามที่เป็นกระแสข่าวแต่อย่างใด ข่าวสารที่เสนอไปอาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน

หนุ่มเมาขาดสติ ตำรวจมาเตือน คว้าปืนยิงรองสวป.หนองขาม ดับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (6 ก.พ.) เมื่อเวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจหนองขาม ได้รับแจ้งมีเหตุยิงกันที่บริเวณตลาดต่อศักดิ์เก่า หมู่ 11 ตำบลหนองขาม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบพบมีผู้ถูกยิง 2 ราย

ทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่ง รพ.แหลมฉบัง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 1 ราย ทราบชื่อ คือ ร.ต.อ.อิศรพงษ์ รองสารวัตรปราบปรามสถานีตำรวจภูธรหนองขาม ถูกยิงบริเวณไหล่ซ้ายตัดขั้วหัวใจ ส่วนอีก 1 ราย คือ นายศุภสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจอาสา ถูกยิงที่บริเวณท้องได้รับบาดเจ็บสาหัส

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า ผู้ที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ คือ นายนิรุต อายุ 39 ปี เจ้าของร้านขายของชำบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งนั่งกินเหล้าอยู่บริเวณหน้าร้านและเกิดส่งเสียงดัง จึงมีเพื่อนบ้านโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำป้อม ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุ จึงเดินทางมาตักเตือน แต่นายนิรุตมีอาการเมาสุรา จึงเกิดมีปากเสียงและเกิดชกต่อยกับเจ้าหน้าที่

จากนั้นจึงเดินเข้าไปในบ้านไปหยิบอาวุธปืนซุกไว้ด้านหลัง 2 กระบอก เป็นอาวุธปืนขนาด 9 มม.และ .38 มม. โดยจังหวะนั้น ร.ต.อ.อิศรพงษ์ ได้เดินทางมาสมทบและบุกจู่โจมเข้าล็อคตัวนายนิรุตพร้อมด้วยตำรวจอาสา ทำให้นายนิรุตชักอาวุธปืนที่พกไว้ด้านหลังยิงขึ้นฟ้า 1 นัด และยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นัด และ ตำรวจอาสา 1 นัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว

ซึ่งหลังลงมือก่อเหตุก็ไม่ได้หลบหนีไปไหนนั่งอยู่ตรงที่นั่งดื่มเหล้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ประสานกับตำรวจอีกหลายนาย ให้มาช่วยปิดล้อมและกันผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาบริเวณนั้นโดยเด็ดขาด เพื่อดำเนินการเจราจรและเข้าจับกุม

แต่เนื่องจากผู้ต้องหายังมีอาวุธปืน จึงยังไม่กล้าบุกเข้าจับตัว โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ใช้การเจรจาเกลี้ยกล่อมจนญาติคนร้ายมาแล้วเข้าไปเจรจาเกลี้ยกล่อมจนผู้ก่อเหตุยอมใจอ่อนมอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ พร้อมควบคุมตัวไปทำการสอบสวน

จากการสอบปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหายอมรับว่าเมา และเป็นคนยิงตำรวจและตำรวจอาสาจริง จึงทำการตรวจแอลกอฮอล์และตรวจสารเสพติด พบว่ามีสารเสพติดยาไอซ์ ยาเค และยาบ้า ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่าเสพจริง ก่อนส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองขาม ดำเนินคดีต่อไป

ประมวลภาพแผ่นดินไหวไต้หวัน 6.4 ขังกว่า 30 ชีวิตใต้ซากโรงแรม

(7 ก.พ.) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงไทเป สาธารณรัฐจีน ว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.4 แมกนิจูด เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.50 น. จุดศูนย์กลางอยู่ลึกใต้ทะเล 9.5 กม. ห่างจากเมืองฮัวเลียน บนชายฝั่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวันประมาณ 21 กม. โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2 ราย บาดเจ็บ 200 คน

โดยสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น แสดงให้เห็นอาคารโรงแรมมาร์แชล และโรงแรมตงฉ่าย ทรุดเอียง ผนังอาคารพังเสียหาย โดยโรงแรมมาร์แชลมีประชาชนติดอยู่ใต้ซาก บริเวณห้องโถงล็อบบี้ประมาณ 30 คน

เจ้าหน้าที่สำนักงานดับเพลิง ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยไต้หวัน เผยว่า ยังมีอาคารขนาดใหญ่พังถล่มอีกหลายแห่งในเมืองฮัวเหลียน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฉุกเฉินกำลังเร่งตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ

ด้านคำแถลงของทำเนียบประธานาธิบดีระบุ “ประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน ร้องขอคณะรัฐมนตรีและกระทรวงที่เกี่ยวข้องใช้กลไกลรับมือภัยพิบัติในทันทีและให้ทำงานอย่างรวดเร็วในปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและบรรเทาภัยพิบัติ”

ขณะที่ นักฟุตซอลของไทย ที่เดินทางไปแข่งขันรายการชิงแชมป์เอเชีย 2018 ที่ประเทศไต้หวัน ต้องวิ่งหนีออกมาบริเวณหน้าโรงแรม ซึ่งก็ยังโชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

ชายในคลิปสงสัยขโมยรถ โร่แจ้ง ที่แท้ไขรถผิด

มีการแชร์คลิปวิดีโอจากเฟซบุ๊กผู้ใช้รายหนึ่ง โดยผู้โพตส์ระบุว่าขณะที่เพื่อนของเขานั้นได้จอดรถเอาไว้ และนั่งอยู่ในรถ แล้วมีผู้ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาบริเวณที่รถจอดอยู่ ทำทีมองสำรวจรถก่อนจะใช้กุญแจไขประตูรถแต่ไขยังไงก็เปิดไม่ได้

พร้อมมองไปรอบๆ เป็นระยะเหมือนระแวงว่าจะมีคนผ่านมาเห็น จนในที่สุดเจ้าของรถทนไม่ไหวจึงได้เปิดประตูออกไป ชายคนดังกล่าวจึงรีบขอโทษพร้อมบอกว่าสงสัยตนนั้นไขรถผิดคัน

ทั้งนี้ เจ้าของโพสต์ดังกล่าว บรรยายข้อความประกอบคลิปวิดีโอว่า “มีเรื่องจะแจ้งให้ทราบจะได้ระมัดระวังตัวและระมัดระวังรถของเพื่อน ๆ ครับ คือว่ามีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งไปทำธุระแถว ๆ ตลาดสี่มุมเมือง และไปจอดรถในปั้มน้ำมันแถว ๆ นั้น โดยที่ยังนั่งอยู่ในรถและดับเครื่อง (รถติดฟิล์มประมาณ 80% คนภายนอกจึงมองเข้ามาไม่เห็นภายใน)

แต่มีชายคนหนึ่งพยายามจะไขรถของเขาโดยเดินไขเกือบทุกประตูรอบรถเลย (ดูคลิปประกอบ) เพื่อนจึงถ่ายคลิปเอาไว้ดังที่เห็น ลองคิดดูว่าหากเขาไขประตูรถเข้ามาได้ และไม่มีใครอยู่ในรถอะไรจะเกิดขึ้น

เพื่อนบอกว่าพอเขาเปิดประตูรถออกไป ชายคนนั้นตกใจ และบอกว่าขอโทษไขรถผิด แต่ดูจากคลิปมันไม่น่าใช่น่ะครับ ฝากเพื่อน ๆ ให้ระวังกันด้วยนะครับ #เห็นหน้าชัดเลย #ใครเคยเห็นบ้าง #ใครเคยโดนลักษณะเดียวกันบ้าง”

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (10 ก.พ.) เมื่อเวลา 13.50 น. นายชัยพร อายุ 53 ปี ทำงานที่กรมสรรพาวุธทหารบก ตำแหน่ง ลูกจ้างประจำ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งลงบันทึกประจำวัน และให้ข้อมูล ที่ สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

ว่าเป็นเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อนิสัน ซันนี นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภล- 9264 กทม. ซึ่งเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2560 เวลาประมาณ 18.00 น. ได้ขับรถยนต์เก๋งยี่ห้อนิสัน ซันนี นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภล- 9264 กทม. แวะมามาจอดในปั้มน้ำมัน สาขาเมืองเอก ถนน พหลโยธิน เพื่อเข้าห้องน้ำก่อน จะไปซื้อของในเมืองเอก

และเมื่อเสร็จธุระแล้วตนเองจึงกลับมาจะขึ้นรถที่ตนจอดไว้ แต่เมื่อเดินมาถึงรถได้เห็นว่ารถมีร่องรอยขีดขวนที่ประตูรถข้างขวา จึงได้เดินวนดูรอบคัน จากนั้นได้นำกุญแจรถมาไขประตูฝั่งคนขับ แต่ก็ไขไม่ออก และเดินวนไปที่ประตูฝั่งซ้ายเพื่อไขอีกครั้ง แต่ก็ไขไม่ออกเช่นกัน

โดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองไขรถผิดคัน คิดว่าเป็นรถยนต์ของตนเอง กระทั่งเจ้าของรถคันที่ตนเองเดินวนดูได้เปิดประตูรถออกมาและแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของรถ พูดโวยวายต่อกว่า จะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งต่อว่า กล่าวหาว่าเป็นขโมย ซึ่งตนเองได้พยายามอธิบายว่าไม่มีเจตนาเช่นนั้น แค่จำรถผิดจริง ๆ

นายชัยพร กล่าวต่ออีกว่า หลังจากนั้นตนเองได้มองหารถของตัวเอง และพบว่าจอดถัดไปจากรถคันที่ตนเองไขกุญแจผิด จึงพยายามชี้แจงกับทางเจ้าของรถให้เข้าใจ และเดินมาที่รถของตัวเอง จากนั้นได้มาพูดขอโทษพร้อมทั้งยกมือไหว้เจ้าของรถและตนเองก็ได้ขึ้นรถขับออกไป

กระทั่งวันนี้มาทราบจากเพื่อนที่ทำงานว่า ได้มีคลิปภาพออกในโลกโซเชียลต่อว่าตนเองกล่าวหาว่าตนเองเป็นขโมยรถ พร้อมทั้งมีการแชร์กันไปต่าง ๆ นานา ซึ่งตนเองรู้สึกตกใจมาก เพราะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น จึงเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ว่าตนเองเป็นคนที่อยู่ในคลิป

และให้ติดตามเจ้าของรถที่มีการโพสต์คลิปดังกล่าว พร้อมกับต้องการพบ ผู้ที่ถ่ายคลิป และผู้ที่นำคลิปไปลง เพื่อจะได้มาเจรจากัน เพื่อไม่ให้ตกเป็นจำเลยสังคม เพราะตนเองก็รับราชการเป็นลูกจ้างประจำกรมสรรพวุฒิมา 22 ปี ไม่เคยทำอะไรที่ผิดกฎหมายมาเลย แต่ตนเองมาเจอเหตุการณ์นี้ถึงกลับตกใจ วอนสังคมเห็นใจและเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

กระทั่ง เมื่อเวลา 19.00 น. วันเดียวกัน นาย วรานนท์ คนการ อายุ 45 ปี ชาวอ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เจ้าของรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภอ-5831กทม. ได้ขับรถมาพบกับพนักงานสอบสวน สภ.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งแจ้งว่า เป็นเจ้าของรถยนต์เก๋งฯ คันที่อยู่ในคลิปที่แพร่ทางโลกโซเชียล และเมื่อนำรถทั้งสองคันมาจอดเทียบกับก็พบว่ามีเป็นรุ่นเดียวกัน สีเดียวกัน

ด้าน นายวรานนท์ อายุ 45 ปี ชาว อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เจ้าของรถเก๋งยี่ห้อนิสสัน รุ่นซันนี่ นีโอ สีบอร์นเงิน หมายเลขทะเบียน ภอ-5831กทม. ให้การว่า วันนั้นตนเอง เป็นคนถ่ายคลิปเอง เพราะตนเองก็ไม่ทราบว่าเป็นคนดี หรือเป็นคนร้ายจึงตัดสินใจถ่ายเอาไว้เป็นหลักฐาน ก่อนที่จะส่ง ให้เพื่อนๆ ในบริษัทดู แบบเตือนภัยเพราะที่ทำงานมีพนักงานเป็นผู้หญิงเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ทราบว่าทางเพื่อนได้มีการลงไปในโลกออน์ไลน์เพื่อช่วยเตือนภัย

ขณะที่ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรววจ ได้เรียกตัวเจ้าของรถทั้งสองคัน มาพูดคุยเจรจากัน จึงทราบว่า มีความเข้าใจผิดกันโดยทางด้านนายชัยพรฯ เข้าใจว่าเป็นรถของตนเองแต่พบว่ามีรอยขีดขวนที่ข้างรถจึงเดินดูเพื่อตรวจสอบโดยรอบของตัวรถ

โดยที่ไม่ได้ดูที่ป้ายทะเบียน คิดว่ามีใครมาขวนรถ จึงใช้กุญแจไขรถโดยที่ไม่ใช่รถตัวเอง แต่ทางด้านเจ้าของรถซึ่งอยู่ภายในรถได้ถ่ายบันทึกด้วยโทรศัพท์ไว้และนำไปให้เพื่อนดู จนกระทั่งมาสู่การนำคลิปไปแพร่ภาพทางอินเตอร์เน็ต

อย่างไรก็ดี ทางด้านนายวรานนท์ ก็ได้กล่าวขอโทษ นายชัยพร พร้อมกับยกมือไหว้ และจับมือ และพร้อมที่จะแก้ไขข่าวในโลกสังคมออน์ไลน์ให้ พร้อมทั้งวอนขอให้สังคมในโลกโซเซียลได้เข้าใจข้อเท็จจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหยุดแชร์ในลักษณะเตือนภัยโดยกล่าวหาว่าเป็นคนผิด