วาฬ 150 ตัวตายเป็นปริศนา เกยตื้นริมหาดออสเตรเลีย

พบวาฬนำร่องครีบสั้นกว่า 150 ตัว ลอยตายเกยตื่นหาดในออสเตรเลีย พบมีชีวิตรอดเพียง 15 ตัวเท่านั้น

สื่อต่างประเทศรายงานว่า มีการพบวาฬนำร่องครีบสั้น สายพันธุ์ “en masse” กว่า 150 ตัว ลอยมาตายเกยตื่นอยู่บนชายหาดแห่งหนึ่งที่อ่าวฮาเมลิน ห่างจากเมืองเพิร์ท 315 กิโลเมตร เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่กู้ภัยนับ 10 คน อยู่ที่ชายหาด พยายามรักษาชีวิตวาฬให้ได้มากที่สุด ด้วยปัจจัยจากความแข็งแรงของพวกมัน สภาพอากาศที่เปียกชื้นและมีลมแรงส่งผลกระทบต่อการช่วยเหลือวาฬโดยพบว่ามีเพียง 15 ตัวเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่

ทั้งนี้ที่หาดดังกล่าว เจ้าหน้าที่ประกาศห้ามประชาชนเข้าใกล้พื้นที่แล้ว เนื่องจากอาจได้รับอันตรายจากฉลามที่ได้กลิ่นศพวาฬล่อให้เข้ามาตามแนวชายฝั่ง

โดยปกติแล้ว วาฬนำร่องครีบสัตว์พบในน่านน้ำเขตร้อน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าเหตุใดวาฬจำนวนมากขนาดนี้ถึงลอยมาตายเกยตื้น แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าอาจเกิดจากการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือจากอาการป่วย บาดเจ็บ หรือพบเหตุร้าย ของวาฬตัวอื่นๆ ที่พาเข้าฝั่ง หรืออาจเป็นเพราะรูปร่างของชายหาดทำให้พวกมันลอยเข้ามาเกยตื้นดังกล่าว

ปักกิ่งไฟเขียวทดสอบ ‘รถยนต์ขับด้วยตัวเอง’ บนถนนสาธารณะ

สำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า วานนี้ (22 มี.ค.) กรุงปักกิ่ง นครหลวงแดนมังกร เปิดการขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับใบอนุญาตชั่วคราว สำหรับการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (self-driving) บนถนนสาธารณะ หลังปักกิ่งได้เปิดถนน 33 สาย ความยาวรวม 105 กิโลเมตร ซึ่งตั้งอยู่นอกถนนวงแหวนที่ 5 และไกลจากย่านชุมชนแออัด เพื่อการทดสอบรถยนต์ประเภทดังกล่าว

ระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการจัดการการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองบนถนนสาธารณะ ระบุว่า รถยนต์ประเภทดังกล่าวต้องถูกขับทดสอบในพื้นที่ปิดขนาด 78 ไร่ ในเขตห่ายเตี้ยน เพื่อเก็บระยะทาง 5,000 กิโลเมตร รวมถึงผ่านการประเมินจากเจ้าหน้าที่ก่อน จึงจะเข้าเกณฑ์การขอทดสอบบนถนนสาธารณะ

นอกจากนั้นตัวรถยนต์ยังต้องถูกติดตั้งอุปกรณ์เฝ้าติดตามที่สามารถติดตามพฤติกรรมการขับรถ เก็บข้อมูลพิกัดตำแหน่งของรถยนต์ และติดตามว่ารถยนต์อยู่ในสถานะขับเคลื่อนด้วยตัวเองหรือไม่ ส่วนตัวคนขับทดสอบต้องได้รับการฝึกอบรมความรู้ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ใบอนุญาตชั่วคราวสำหรับการทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองจะมีอายุเพียง 30 วัน โดยผู้ถือใบอนุญาตสามารถยื่นขอต่ออายุได้หลังจากรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองผ่านการประเมินแล้ว

ป่ายตู้ (Baidu) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน ซึ่งได้รับไฟเขียวให้นำรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเข้าทำการทดสอบ กำลังพัฒนาแผนที่ความละเอียดสูงสำหรับรถยนต์ประเภทดังกล่าว โดยแผนที่ฉบับแรกจะอ้างอิงข้อมูลจากถนน 33 สาย ที่ปักกิ่งกำหนดไว้สำหรับการทดสอบ

ถาว จี้ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิครถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเองของป่ายตู้ บอกว่า ความปลอดภัยและการเคารพกฎจราจรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการทดสอบในช่วงแรก รถยนต์จะวิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่าความเร็วจำกัดเล็กน้อยและถูกติดตั้งเซ็นเซอร์หลายชุด เพื่อป้องกันการชนคนเดินถนนหรือยานพาหนะอื่นๆ บนถนน

จนท.กุมขมับ ทัวร์จีนเหยียบปะการังจับหอยเม่น-ปลานีโม่เกาะหลีเป๊ะ

ทัวร์จีนเหยียบย่ำปะการังและจับหอยเม่น รวมทั้งไล่ตะครุบปลานีโม่ ดอกไม้ทะเลต้องห้าม สร้างความเสียหายทรัพยากรธรรมชาติบริเวณเกาะหลีเป๊ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหน้าหาดซันไรซ์ เกาะหลีเป๊ะ หมู่ที่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล อาสาสมัครอุทยานฯตะรุเตาได้บันทึกภาพการกระทำผิดของกลุ่มทัวร์นักท่องเที่ยวจีน ที่มีพฤติกรรมปฏิบัติตัวฝืนกฎข้อห้าม การหยิบเม่นทะเล การใช้มือแหย่ดอกไม้ทะเล การพายเรือคายักแนวปะการังในช่วงที่มีน้ำลด การดำน้ำตื้นขณะน้ำลดจนมีการเหยียบย่ำปะการังจนแตกหัก การหยิบจับปะการัง หรือแม้กระทั่งปลาดาวกลับไปไว้ที่หัวนอนขณะมาพักผ่อนบนเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยครั้ง

แม้จะมีการติดแผ่นป้ายเตือน และบางรายถูกจับปรับเพื่อเป็นการลงโทษ แต่กลับพบว่าทัวร์นักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่ที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ กลับไม่ใส่ใจและพยายามถกเถียงจนสร้างความเสียหายให้ทรัพยากรของท้องทะเลบนเกาะหลีเป๊ะเป็นอย่างมาก

นายนันทพล เด็นเบ็น รองประธานกลุ่มรีฟกาเดี้ยน จ.สตูล ยอมรับว่า ทัวร์ท่องเที่ยวจีนที่แห่ลงท่องเที่ยวเกาะหลีเป๊ะจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีมานี้ สร้างงานและรายได้ให้พื้นที่ แต่ก็สร้างความเสียหายให้ทรัพยากรทางธรรมชาติของทะเลสตูลไม่น้อย

โดยเฉพาะพฤติกรรมที่ไร้กฎกติกาในการเยือนและท่องเที่ยว มักกระทำในสิ่งต้องห้าม ซึ่งเห็นว่ามาจากผลการไม่เลือกใช้มัคคุเทศก์ทางทะเล ในการแนะนำตลอดการท่องเที่ยวทางทะเล และใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการประหยัดค่าใช้จ่ายจนทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากร ซึ่งเทียบมูลค่ากับการเดินทางเข้ามาได้

ปัญหาทัวร์นักท่องเที่ยวจีนดำแล้วจมน้ำเสียชีวิตก็มีให้เห็นบ่อย เพราะขาดความรู้การเตรียมตัวเองก่อนลงน้ำ การดำน้ำว่ายน้ำในจุดต้องห้าม รวมทั้งการปฏิบัติที่ไม่เป็นภัยต่อทรัพยากรท้องทะเล อย่างปลานีโม่ การเหยียบย่ำปะการัง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การให้อาหารปลา ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องให้ความรู้ และคำชี้แนะตลอดทริปการท่องเที่ยวที่มัคคุเทศก์จะช่วยได้
ซึ่งเรื่องนี้ต้องฝากไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทางจังหวัด ในการหากมาตรการควบคุมบังคับ รวมทั้งตำรวจการท่องเที่ยวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันดูแล ไม่ใช่ปล่อยให้นักอนุรักษ์แค่คอยตักเตือนหากพบกระทำอย่างเดียว

ตร.สอบนาน 17 ชั่วโมง เจ๊บ้าบิ่น ยังยืนยันคำให้การเดิม คดีหวย 30 ล้าน

ผบช.ก.สอบ “เจ๊บ้าบิ่น” คดีหวย 30 ล้าน นานกว่า 17 ชั่วโมง ยังไม่รับสารภาพ คงคำให้การเดิม ลั่นหากผิดตำรวจฟันไม่เลี้ยง

พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวภายหลังร่วมสอบปากคำ นางรัตนพร หรือ เจ๊บ้าบิ่น และ นางพัชริดา หรือ เจ๊พัช รวมถึงนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ในคดีหวย 30 ล้านบาท นานกว่า 9 ชั่วโมงว่า ตำรวจยังคงเปิดโอกาส ผู้ที่ถูกเชิญตัวมาซักถาม ได้ให้การอีกครั้ง ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มในทางที่ดีแต่ยังไม่ขอให้รายละเอียดว่าให้การอย่างไรบ้าง

ส่วนข้าราชการตำรวจที่เชิญมาก็สอบถามพูดคุยซักถามในประเด็นการทำหน้าที่ ว่ารับเรื่องแจ้งความลงบันทึกประจำวันอย่างไรบ้าง ก็ได้ประโยชน์บ้างพอสมควร โดยยืนยันว่าหากตำรวจผิดในขั้นตอนใดก็ต้องถูกดำเนินคดีไม่มีละเว้น

ส่วนกระแสข่าวเรื่องที่เจ๊บ้าบิ่นให้การรับสารภาพนั้น ยืนยันว่ายังไม่รับสารภาพ แต่ได้บอกข้อเท็จจริงไปแล้วว่ามีอะไรจะพูดอีกหรือไม่ก็ถือว่าตำรวจให้โอกาสแล้ว แต่ยังไม่ยอมรับโอกาส และหากเกิดอะไรขึ้นต้องยอมรับสภาพซึ่งตนเองก็รู้สึกเห็นใจ เพราะเป็นผู้หญิงแล้วเป็นคนทำมาหากินด้วย ซึ่งเจ๊บ้าบิ่นก็ยังคงยืนยันในสิ่งที่ได้ให้การไว้ก่อนหน้านี้

ส่วนผลการสอบปากคำตลอดทั้งวันนี้ จะนำไปสู่การออกหมายจับใครหรือไม่เป็นขั้นตอนต่อไป ยังไม่สามารถเปิดเผยได้แต่ที่เคยบอกไปแล้วว่าไม่เกินสิ้นเดือนนี้จะมีคำตอบ

จากนั้นพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ยังคงสอบปากคำทั้งหมดต่อในประเด็นที่สงสัย และได้อนุญาตให้ พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ตำรวจ สภ.เมืองกาญจนบุรี 4 นาย และ นายแผน เดินทางกลับไปในช่วงกลางดึก โดยยังคงสอบปากคำ เจ๊บ้าบิ่น กับ เจ๊พัช ต่อเนื่องจนถึงเวลา 05.00 น. ก่อนพากลับไปส่งที่บ้านพัก ซึ่งทั้งเจ๊บ้าบิ่นและเจ๊พัชอยู่ในสภาพที่อิดโรย และยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำให้การแต่อย่างใด

เสือดำทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ที่โดนล่า อาจเป็นตัวเดียวกับที่โผล่เล่นกล้องปีก่อน

เจ้าหน้าที่พบเศษซากกระดูกขา-ลำไส้ เชื่อเป็นของเสือดำที่ถูก “เปรมชัย” ล่า เร่งนำพิสูจน์ โยงอาจเป็นตัวเดียวกับที่โผล่มาเล่นกล้องเมื่อปีก่อน

เมื่อวานนี้ (14 ก.พ.) เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ได้ลงพื้นที่ตามหาหลักฐานบริเวณลำห้วยปะชิ จุดใกล้กับที่ นายเปรมชัย กรรณสูต และคณะตั้งแคมป์ล่าสัตว์ หลังจากที่ค้นหาอยู่หลายชั่วโมง ก็ได้พบกับชิ้นส่วนกระดูกขา 2 ชิ้น เศษกระดูกอีก 2 ชิ้น และลำไส้ใหญ่ ที่เชื่อว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนขาหลังของเสือดำที่ถูกล่า

ขณะที่การตรวจสอบแนววิถีกระสุนปืนรอบๆ พื้นที่ตั้งแคมป์ของนายเปรมชัย พบรอยกระสุนที่ต้นไม้ 2 จุด โขดหินอีกจุด รวมทั้งพบกองมูลเสือ 3 กอง และกระจุกขนเสือดำอยู่ใกล้ๆ ลำห้วย จึงเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดที่มียิงล่าเสือดำ ก่อนที่เสือดำจะวิ่งหนีตามสัญชาตญาณและไปสิ้นใจตายอยู่ตรงจุดที่พบกองมูล

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังสันนิษฐานว่า เสือดำที่ถูกล่าในครั้งนี้ เชื่อว่าน่าจะเป็นเสือดำเพศผู้ เพราะวิเคราะห์พฤติกรรมจากกล้องวิจัยที่เคยตั้งเก็บภาพเอาไว้ห่างจากจุดชำแหละ 100 เมตร ทำให้เชื่อว่าน่าจะเป็นแหล่งหากินของเสือดำและเป็นตัวเดียวกันที่พบในภาพ

ขณะเดียวกันก็อาจจะมีความเป็นไปได้ว่า เสือดำตัวนี้เป็นตัวเดียวกันที่เคยเป็นข่าวเมื่อราวๆ ปีก่อน ที่มีการเผยแพร่คลิปภาพเสือดำโผล่มาเล่นกล้องในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ซึ่งเป็นผืนป่าที่เชื่อมต่อกัน ทำให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า แต่ยังต้องรอผลการตรวจซากและพิสูจน์แน่ชัดเสียก่อนว่าจะเป็นเสือดำตัวเดียวกันหรือไม่

วาเลนไทน์คึกคัก คู่รักแห่ไปเขตบางรัก จดทะเบียนสมรสเข้าคิวตั้งแต่ 5 ทุ่ม

วันวาเลนไทน์คึกคัก คู่รักแห่จดทะเบียนสมรสบางรักพบมารอตั้งแต่ 5 ทุ่ม พร้อมแจกทะเบียนทองคำ

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ มีเพียร ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดจัดกิจกรรม “ฤดูกาลแห่งรัก ณ บางรัก Season of Love @ Bangrak เพื่อเปิดให้คู่รักจากได้มาจดทะเบียนสมรส เนื่องในวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ ที่สำนักงานไปรษณีย์กลาง บางรัก

โดยตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาได้มีคู่รักจากเขตบางรักและเขตอื่นๆในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเดินทางมาต่อคิวเพื่อรอลงทะเบียนสมรสจำนวน 195 คู่ โดย นายไพรวัลย์ ขวัญนาค และสุกัญญา ขำดี ได้เดินทางมาจากบ้านที่จังหวัดพระนครศรีอุยธยา และมารอตั้งแต่ 5 ทุ่มของเมื่อวานนี้ (13 ก.พ.)

ซึ่งทั้งคู่ได้แต่งงานกันมา 9 ปี แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส วันนี้เป็นโอกาสดีจึงชวนกันมาจดทะเบียนที่เขตบางรักเพราะ ครั้งนึงในชีวิตอยากทำให้ดีที่สุด ส่วนคู่รักที่คว้าทะเบียนสมรสทองคำพร้อมตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพเชียงใหม่คู่แรกวันนี้ คือ นายธนพัชร มนตราประสิทธิ์ อายุ 46 ปี และนางสาววิลาวรรณ จินดา อายุ 32 ปี ได้เดินทางมารอตั้งแต่เวลา 05.30 น.

นายธนพัชร กล่าวว่า แฟนเป็นคนเลือกมาจดทะเบียนที่นี่ โดยไม่คิดว่าจะได้ทะเบียนสทรสทองคำ แต่ก็รู้สึกดีใจมากที่ได้ พร้อมกล่าวว่าตั้งใจจะแต่งงานกันปีหน้าและวางแผนมีบุตรด้วยกัน ส่วนเคล็ดลับในการครองเรือนคือการเข้าใจซึ่งกันและกัน

สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยช่วงเช้าสำนักงานเขตบางรักได้จำลองพิธีแก่ขันหมากและพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์แก่คู่บ่าวสาวไว้ในงานเพื่อสืบสานประเพณีการแต่งงานแบบไทยให้คงไว้ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมบริการจดทะเบียนสมรสให้คู่รักครั้งละ 10 คู่ โดยเริ่มแจกคำร้องตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. และภายในงาน สำหรับยอดลงทะเบียนล่วงหน้าที่ทางสำนักงานเขตเปิดให้ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ มีจำนวน 391 คู่

คืบหน้า ศึกหวย 30 ล้าน ลุงจรูญ-ครูปรีชา ปฏิเสธการไกล่เกลี่ย

ครูปรีชา ลุงจรูญ เดินทางมาตามนัดศาลแพ่ง ไต่สวนอายัดเงินคดีหวย 30 ล้าน ทั้งสองปฏิเสธการไกล่เกลี่ย และยื่นขอสืบพยานเพิ่มเติม

วันที่ 12 ก.พ. 61 ความคืบหน้าคดีศึกชิงหวยอลเวง 30 ล้านบาท ระหว่าง ร.ต.ท.จรูญ อดีตตำรวจ ผู้ที่นำลอตเตอรี่ไปขึ้นเงิน กับนายปรีชา ครูชำนาญการพิเศษ ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริง แต่ทำหล่นหาย

ตำรวจกองปราบปรามได้รับโอนคดีมารับผิดชอบแทนตำรวจภูธรภาค 7 ซึ่งภายหลังมีหลักฐานออกมาแฉมากมาย ทั้งคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นของแม่ค้าหวยสนทนากับครูปรีชา และการสนทนาผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ที่อ้างว่า เป็นของแม่ค้าหวยกับลูกสาว ที่ระบุว่ายังไม่รู้ว่าใครถูกหวยชุดดังกล่าว

ล่าสุด ร.ต.ท.จรูญ พร้อมด้วยครอบครัว และทีมทนายความ เดินทางมาถึงศาลเวลา 08.50 น. โดยบอกว่า “มั่นใจไม่หวั่นไหว ส่วนจะมีการยอมหรือไม่ ต้องรออีกฝ่ายจะว่าอย่างไร ถ้าหากพูดคุยกันแล้วยอมได้ก็จะยอม แต่การยอมในเรื่องคดีความเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน 30 ล้าน”

จากนั้นเมื่อเวลา 09.00 น. ครูปรีชา ได้เดินทางมาถึงศาล โดยมีญาติและทนายความมาด้วย โดยบอกเพียงสั้นๆ จะยอมความกันได้หรือไม่ ต้องขอปรึกษาทนายความก่อน และรู้สึกเครียดหรือไม่ ครูปรีชาบอกว่าไม่รู้สึกอะไร สบายๆ

สำหรับคดีดังกล่าว เป็นคดีหมายเลขดำ พ.1230/2560 ที่ ครูปรีชาได้ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดกาญจนบุรี คดีแพ่ง กล่าวหา ร.ต.ท.จรูญ ในข้อหาละเมิดลาภมิควรได้ ซึ่งศาลได้นัดคู่ความเป็นนัดแรก

ภายในห้องไตร่สวน ศาลได้ถามทนายทั้งสองฝ่าย ถึงการไกล่เกลี่ย แต่ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธการไกล่เกลี่ย และยื่นขอสืบพยานเพิ่มเติม ซึ่งทางครูปรีชาขอสืบพยานทั้งหมด 15 ปาก ใช้เวลา 4 วัน ทางด้าน ร.ต.ท.จรูญ ขอสืบพยานทั้งหมด 12 ปาก ใช้เวลา 3 วัน โดยพยานบางส่วนของทั้งสองฝ่ายมีรายชื่ออยู่ในสำนวนสืบสวนด้วย

ทางศาลให้เวลายื่นรายชื่อพยานทั้งหมดภายใน 20 วัน นับจากวันนี้ จะมีประเด็นในการซักถามของศาลจากการยื่นฟ้องของโจทก์ (ครูปรีชา) มีทั้งหมด 4 ประเด็น ได้แก่ 1.ฟ้องโจทก์คลอบคลุมจำเลยหรือไม่ 2.โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือไม่ 3.จำเลยละเมิดโจทก์หรือไม่ 4.จำเลยรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ คาดว่าจะมีการสืบพยานกันอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม ที่จะถึงนี้

หลังครูปรีชาเสร็จสิ้นกระบวนการในวันนี้ จะเดินทางไปยังศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุจังหวัดกาญจนบุรี ตามจดหมายเรียนเชิญของผู้อำนวยการโรงเรียนผู้สูงอายุ เนื่องจากได้รับรางวัลวุฒิบัตรวิทยากรจิตอาสาดีเด่น และผู้สนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียน เวลา 14.00 น. โดยมี นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเกียรติมอบให้

เพื่อนร่วมงานระดมเงินซื้อรถ หลังพ่อเลี้ยงเดี่ยวเดิน 17 กม. ไปทำงานทุกวัน

เพื่อนร่วมงานระดมเงินซื้อรถ หลังคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยววัย 21 ปีคนหนึ่ง เดินเท้าไกลกว่า 17 กิโลเมตร ไปทำงานทุกวัน

วันที่ 12 ก.พ. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เทรนตัน ลูอิส อายุ 21 ปี จากรัฐอาร์คันซอ ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่เพื่อดูแลเลี้ยงดูลูกสาววัยเยาว์และภาระอื่นๆ อีกหลายด้าน ทุกวันเขาต้องเดินเท้าไปทำงานเป็นระยะทางไกลกว่า 17 กิโลเมตร กระทั่งเพื่อนร่วมงานรู้เรื่องเข้า และสุดคาดคิดเมื่อพวกเขาระดมเงินกันซื้อรถยนต์คันหนึ่งให้เทรนตันไว้ใช้งาน

เทรนตันเผยว่า ทุกวันเขาต้องตื่นนอนตอนเที่ยงคืน ออกเดินก่อนเวลาตี 4 เพื่อไปให้ทันเวลาทำงาน โดยบางครั้งเขาก็นั่งรถไป แต่ส่วนใหญ่จะพึ่งพาสองขาของตนเองเดินไปมากกว่า เทรนตันบอกว่า “ผมไม่อยากพลาดเวลางาน ผมอยากอยู่กับลูกสาว อยากสนับสนุนเธอ อยากเป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบให้เธอ”, “ที่ผ่านมาผมไม่เคยไปทำงานสาย และผมจะทำงานให้ได้มากเพื่อลูกสาว”

เคนเนธ ไบรอันต์ เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของเทรนตันบอกว่า “เราเห็นเขามีความตั้งใจแน่วแน่และมีจิตใจเด็ดเดี่ยว จึงตัดสินใจช่วยเหลือเขา” ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีหลายคนที่ไม่รู้ถึงสถานการณ์ครอบครัวของเทรนตัน แต่เคนเนธรู้ ซึ่งเขาบอกว่า “นี่คือชายหนุ่มที่ขยัน เอาการเอางาน และจะพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อให้ประสบความสำเร็จ”, “ผมประหลาดใจมากที่ทุกวันเขาตื่นตอนเที่ยงคืน และเดินไกลขนาดนั้นมาทำงาน”

และภายในเวลาอันรวดเร็ว บรรดาเพื่อนร่วมงานก็ได้ระดมเงินเพื่อซื้อรถยนต์คันหนึ่งราคาราว 2,500 เหรียญ (ประมาณเกือบ 80,000 บาท) ให้กับเทรนตันไว้ใช้งาน โดยเซอร์ไพรส์เขาด้วยการมอบกุญแจรถคันนั้นให้เขา ซึ่งเทรนตันบอกว่า “นี่เป็นรถคันแรกของผมเลย” พร้อมกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานที่ได้ให้ความช่วยเหลือนี้กับเขา

โซเชียลจีนน้ำตาซึม ลุงส่งตู้เย็นขอแค่หลับพักสายตาเบาๆ ก็เพียงพอ

สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า ภาพรถจักรยานยนต์สามล้อกำลังขนส่งสิ่งของกล่องใหญ่ขับขี่ไปบนท้องถนน แต่ปรากฏว่าด้านท้ายรถมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างอ่อนเพลีย ทำให้ภาพนี้กลายเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์ และสะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับชีวิต แม้อยู่ในช่วงเทศกาลวันตรุษจีนที่เป็นวันหยุดยาวแล้วก็ตาม

ภาพดังกล่าวระบุว่าถ่ายเอาไว้ได้ที่ถนนสายหนึ่ง ใจกลางนครเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน คนงานกำลังอยู่ระหว่างขี่รถจักรยานยนต์สามล้อขนส่งตู้เย็นขนาดใหญ่ไปตามที่หมายที่กำหนด แต่ด้านท้ายรถสามล้อนั้นพบชายสูงวัยคนหนึ่ง นั่งปิดตาเคลิ้มหลับ เป็นการพักสายตาระหว่างผ่านการจราจรในยามเช้า

เจ้าของภาพที่บังเอิญไปเห็นและได้จอดรถติดสัญญาณไฟแดงอยู่ใกล้กัน จึงได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบกับชายคนดังกล่าว โดยเขาก็ทักทายกลับมาตามปกติ พร้อมกับเล่าว่า เพราะเรามีกิจการเป็นของครอบครัว ก็ต้องทำเอง ส่งของเองแบบนี้ เพราะช่วงนี้คนงานไม่ได้ ส่วนข้างหน้ารถนั้นก็คือลูกชายของคุณลุง ทำหน้าที่เป็นคนขับขี่รถสามล้อ

ถึงแม้ว่าเขาจะค่อนข้างชราลงตามกาลเวลา แต่การทำมาหากินก็ยังต้องทำต่อไปเพื่อดำรงชีวิต โดยที่เมื่อตู้เย็นไปส่งถึงมือลูกค้าแล้ว เขากับลูกชายต้องช่วยกันใช้พละกำลังยกตู้เย็นใหญ่ไปวางตำแหน่งที่ต้องการ โดยไม่ได้ใช้เครื่องทุ่นแรงใดๆ เข้ามาช่วย เขายังทิ้งทายไว้ว่า “ไม่มีเงินก็อยู่ไม่ได้ ตรุษจีนหยุดกลับบ้านไปก็แค่นั้น”

เมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นไฟเขียว ชายสูงวัยก็ยิ้มให้และหลับตาลงเพื่อพักสายตาอีกครั้ง ท่ามกลางสภาพอากาศที่ยังหนาวเย็นในช่วงเช้า หลังจากภาพดังกล่าวเผยแพร่ออกไป หลายคนก็แสดงความคิดเห็นเป็นกำลังใจให้ รวมทั้งส่งกำลังใจให้คนสู้ชีวิตทุกๆ คน ที่ยังต้องทำงานเลี้ยงชีพในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้

หนุ่มทำป่วน แก้ผ้าเดินบนเครื่องบิน ทำทั้งเที่ยวบินดีเลย์หลายชั่วโมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องบินกลับไปยังสนามบินต้นทาง หลังจากที่พบว่ามีผู้โดยสารถอดเสื้อผ้าเปลือยกายต่อหน้าผู้โดยสารเครื่องบินทั้งลำ กลายเป็นเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายบนฟากฟ้า

ตามรายงานระบุว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่าน บนเที่ยนบินของสายการบินอะแลสกา แอร์ไลน์ส ขณะที่กำลังทำการบินเส้นทางจากเมืองแองเคอเรจ เพื่อไปยังนครซีแอตเทิล พร้อมกับผู้โดยสารและลูกเรือ 178 คน แต่ระหว่างเครื่องบินได้ออกเดินทางไปสักพัก ปรากฏว่ามีผู้โดยสารชายคนหนึ่งเข้าใช้ห้องน้ำและแก้เสื้อผ้าออกทั้งหมด

แอร์โฮสเตสสาวผ่านไปพบผู้โดยสารคนดังกล่าวสภาพเปลือยกายเดินอยู่ทางเข้าห้องน้ำ ทำให้เธอตัดสินใจแจ้งนักบิน ก่อนจะเลี้ยวบินกลับไปยังสนามบินเมืองแองเคอเรจ พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาควบคุมตัวไป เบื้องต้นไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า ผู้โดยสารชายคนดังกล่าวแก้ผ้ากลางเครื่องบินไปเพราะสาเหตุใด

เหตุดังกล่าวทำให้เที่ยวบินต้องเสียเวลาออกไปอีกราวๆ 3 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนที่ผู้โดยสารคนอื่นๆ จะสามารถออกเดินทางไปยังปลายทางได้ตามปกติ ขณะที่โฆษกสายการบินยืนยันว่า เหตุดังกล่าวไม่ได้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด แต่เป็นรายงานพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจของผู้โดยสาร ทำให้นักบินและลูกเรือตัดสินใจบินกลับมายังสนามบินต้นทาง